ท่อง“มิตาเกะ”แดนฝัน

ที่มาของ “ข้างหลังภาพ” สุดยอดวรรณกรรมคลาสสิคไทย

โดย Arunee Tansiri   9 ก.พ. 2557

แหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งย่อมมีเอกลักษณ์ตนทั้งสิ้น อย่าง “มิตาเกะ” ที่ญี่ปุ่นนี้เป็นที่นิยมของนักปีนเขาหรือนักเดินป่า ผู้ชื่นชอบธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร ด้วยมิตาเกะยังสมบูรณ์พร้อม โดยเฉพาะในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีซึ่งที่นี่จะงดงามและคึกคักไปด้วยผู้คน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่หมายมุ่งมาที่มิตาเกะเหมือนฉันนี้ คงต่างถูกดึงดูดให้มาเพื่อตามหา “ที่มา” ของภาพที่มีชื่อว่า “ริมลำธาร” ในนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ซึ่ง “ศรีบูรพา” ผู้ประพันธ์ได้จรดปลายปากกาพรรณาให้ที่นี่เป็นจุดกำเนิดของวรรณกรรมคลาสสิคเรื่องนี้ โดยบางครั้งก็ไม่สนใจเลยว่า มิตาเกะจะอยู่ในช่วงฤดูกาลใดด้วยซ้ำ

เกือบ 80 ปีมาแล้ว ที่บรรดาผู้อ่านพากันซาบซึ้งตรึงใจในรักเร้นรันทดของคนคู่นั้น ด้วยชีวิตต่างกันทุกด้าน แม้จะเคยมีความทรงจำที่งดงามร่วมกัน แต่มันก็จบลงอย่างโศกสลดกินใจ ที่ผ่านมาจึงมีการนำมาสร้างเป็นภาพยนต์หลายครั้ง ล่าสุดนี้เป็นละครเวทีที่กำลังสู่ระดับสากลในบรอดเวย์ ในชื่อ “Behind the Painting” ซึ่งฉันเชื่อว่า พอละครบรอดเวย์เรื่องนี้ออกสู่สายตาชาวโลก “มิตาเกะ” ก็จะเป็นที่รู้จักโด่งดังควบคู่กันไปด้วยแน่นอน

“มิตาเกะ” เป็นชื่อตำบลเล็กๆ ตามชื่อภูเขาสูงที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติ Chichibu-Tama-Kai ที่อยู่ห่างจากมหานครโตเกียวเพียง 70 กม.การเดินทางก็สะดวกไป-กลับได้ภายในวันเดียว ถ้าใช้รถส่วนตัวก็นำไปจอดที่สถานีเคเบิลคาร์ได้ หรือจะเดินทางโดยรถไฟสายเจอาร์จากสถานีชินจูกุไปลงที่สถานีมิตาเกะค่าโดยสาร 890 เยน แล้วนั่งรถบัสมาลงสถานีเคเบิลคาร์ 270 เยน และนั่งเคเบิลคาร์ขึ้นไปบนเขาอีก 1,090 เยน เท่านั้น 

เพียงเท่านี้...คุณก็จะมีเวลาเดินเที่ยวชมวิถีชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านบนเขา สักการะเทพเจ้าโบราณในศาลเจ้าเก่าแก่ ชมธารน้ำตกฉ่ำชื่นและเพลิดเพลินกับสวนหินตามโตรกธารอันเลื่องชื่อว่างามล้ำตามธรรมชาติสร้าง ดังที่ศรีบูรพาใช้วรรณศิลป์บรรจงใส่ไว้ในนิยายจนเป็นความรักความหลังฝังใจที่เป็นอมตะ ได้ทั้งวันแล้ว

มิตาเกะ ต้อนรับฉันช่วงต้นมกราคม ในวันที่อุณหภูมิใกล้จุดเยือกแข็ง ฟ้าหม่นมัวซัว ทั่วบริเวณหนาวเย็น ทางเดินตามภูเขาสูงชันแล้งไร้ผู้คน บางจุดในอุทยานที่เราเดินผ่านมีน้ำผุดจากใต้ดินเป็นเส้นน้ำแข็ง ดูน่าประหลาด แม้น้ำในน้ำตกก็กระเซ็นฝอยเป็นเกล็ดน้ำแข็งเสียสิ้น ...แต่กระนั้น ฉันก็ตื่นใจ ประทับใจเหลือล้น คงเพราะ ที่นี่เป็น “มิตาเกะ”...นั่นเอง

เขียนโดย Arunee Tansiri
สมาชิก JapanTravel

แสดงความคิดเห็น