Church of the Light

สัมผัสแสงแห่งศรัทธา ณ สถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลก

โดย Tada Ratchagit   10 พ.ย. 2557

"In all my works, light is an important controlling factor"Tadao Ando

แสง – เงา – คอนกรีต : ดูจะเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของสถาปัตยกรรมที่สร้างสรรค์โดยทาดาโอะ อันโด (安藤 忠雄 - Tadao Ando) สถาปนิกญี่ปุ่นชื่อก้องโลกผู้เป็นหนึ่งในคนสร้างสรรค์งานสถาปัตกรรมยุคใหม่ (Modern Architecture) ที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในยุคปัจจุบัน ... อย่างที่ทาดาโอะ อันโด เคยกล่าวไว้ หัวใจสำคัญหนึ่งของการสร้างสถาปัตยกรรมแต่ละชิ้นของเขานั้นจะใช้แสงเข้ามามีส่วนในการมีความหมายต่อสถาปัตยกรรมแต่ละแห่งของเขา ... และนี่ก็คือหนึ่งในสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลกด้วยฝีมือของทาดาโอะ อันโดที่ใช้แสงทำหน้าที่ในงานสถาปัตยกรรมได้อย่างทรงพลังที่สุด

Ibaraki Kasugaoka Church (茨木春日丘教会) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Church of the Light นั้นเป็นโบสถ์ในคริสตศาสนานิกายโปแตสแตนท์ที่สังกัดอยู่ในเครือ United Church of Christ in Japan มันถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1989 ที่เมืองอิบารากิ (Ibaraki) จ.โอซาก้า เพื่อทดแทนโบสถ์ไม้หลังเก่าที่เริ่มทรุดโทรมและยากต่อการดูแลรวมถึงใช้งบประมาณที่สูงเกินไปในการจัดการอีกด้วย โปรเจ็คของการสร้างโบสท์ใหม่ทดแทนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในระยะยาวจึงเกิดขึ้น แต่ก็ตามมาด้วยโจทย์หินๆ กับงบประมาณที่มีจำนวนจำกัด (และน้อยมาก) ซึ่งประธานคณะนักบวชอย่าง Kenichi Oishi จึงได้นำเอาเป้าหมายและแนวความคิดที่ต้องการจะสร้างโบสถ์ให้เป็นถาวรวัตถุที่อยู่ยืนยาวที่สุดโดยใช้งบประมาณการดูแลให้น้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็เรียบง่ายที่สุดตามรูปแบบโบสถ์ของนิกายโปแตสแตนท์ซึ่งไม่ยึดติดกับศาสนสถานนั่นเอง เขานำเสนอต่อทาดาโอะ อันโด และนี่ก็คือความท้าทายที่อันโดรู้สึกว่าเป็นโปรเจ็คที่เขาอยากจะทำมันขึ้นมามากที่สุดเลยทีเดียว

ด้วยงบประมาณที่จำกัดมากทำให้การทำงานนั้นลำบากแต่ก็ท้าทายอย่างยิ่ง ทาดาโอะ อันโด อุทิศตนเพื่อการออกแบบงานระดับมาสเตอร์พีซนี้อย่างเต็มที่โดยไม่คำนึงถึงเงินที่จะได้รับ และในที่สุดเขาก็ได้ผู้ร่วมงานอย่าง Tatsumi Construction Company ที่มาดูแลการก่อสร้างและยอมรับทำงานแบบไม่หวังผลกำไร (ซึ่งหายากมากในขณะนั้น) ... แบบแปลนแรกสุดที่ทาดาโอะ อันโดะ ตกลงใช้นั้นเป็นโครงสร้างเพียงแค่สี่เหลี่ยมธรรมดาที่ทำจากคอนกรีตเสริมใยเหล็ก ต่อมาเขาเกิดไอเดียที่จะใช้แผ่นคอนกรีตอีกแผ่นเพื่อตัดกล่องสี่เหลี่ยมนั้นให้เกิดอัตลักษณ์พิเศษในงานสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ขึ้น โดยโบสถ์ที่เสร็จสมบูรณ์นั้นเป็นเพียงการประกอบกันของผนังคอนกรีตเสริมใยเหล็ก 6 แผ่น แผ่นที่นำมาตัดกล่องนั้นทำมุมเอียง 15 องศา ตัดเศษที่ด้านปลาย ผนังกำแพงชิ้นพิเศษนี้เองก่อกำเนิดฟังก์ชั่นของการกั้นพื้นที่ระหว่างพื้นที่ทำพิธีกรรมทางศาสนากับทางเข้าภายนอกให้มีความเหมาะสม เมื่อมีคนเข้ามาด้านในผนังนั้นจะทำหน้าที่เป็นตัวพักและนำพาให้ไปสู่ประตูซึ่งจะนำคุณเข้าสู่ตรงกลางโบสถ์พอดี (ไม่ใช่เข้ามาจากด้านข้างแล้วเดินมาตรงกลาง) ฟังก์ชั่นจุดนี้นอกจากจะเป็นการสร้างเส้นทางการเดินของคนที่เข้าโบสถ์ได้อย่างดีเยี่ยมแล้วก็ยังมีส่วนช่วยทำให้ผู้มาแสวงบุญนั้นเกิดความประทับใจ (และตกตะลึง) ตั้งแต่แรกก้าว รวมถึงได้รับพลังจากธรรมชาติของแสงแห่งศรัทธาที่ส่องผ่านสัญลักษ์ไม้กางเขนอย่างเต็มเปี่ยมด้วย มันให้ความสัมฤทธิ์ผลมากกว่าการเดินเข้าด้านข้าง และยังช่วยบังแสง หรือกั้นเสียงจากการเข้าแบบโดยตรงอีก

  • แต่ทว่าเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเอกของโลกที่แท้จริงนั้นอยู่ที่กำแพงด้านในสุดซึ่งผนังส่วนนี้เกิดจากการต่อผนังคอนกรีตแบบไม่บรรจบกัน ช่องว่างระหว่างแผ่นคอนกรีต 4 แผ่นนั้นกลายเป็นรูปไม้กางเขนซึ่งเมื่อแสงธรรมชาติลอดผ่านแล้วความเรืองรองที่เกิดขึ้นนั้นราวกับปราฏิหารย์แห่งพระเยซูที่ทรงพลังทีเดียว ด้วยฟังก์ชั่นของการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้นอกจากจะทำให้ประหยัดไฟฟ้ามากขึ้นแล้ว (โดยใช้แสงธรรมชาติแทน) มันยังสร้างอัตลักษณ์ให้โบสถ์แห่งนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว และมันก็ยิ่งมีพลังในการสร้างความศรัทธาให้กับผู้มาเยือน รวมไปถึงขณะที่คริสตศาสนชนปฎิบัติศาสนกิจร่วมกันภายในโบสท์ได้อย่างอัศจรรย์

โบสถ์แห่งนี้โด่งดังและเป็นที่รู้จักในด้านการออกแบบไปทั่วโลก มันเป็นตัวแทนหนึ่งที่สามารถอธิบายตัวอย่างของงานออกแบบที่สะท้อนปรัชญา Less is more ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ซึ่งสิ่งที่สามารถช่วยสะท้อนปรัชญานี้ได้อย่างดีเยี่ยมนั้นก็คือปรัชญาแห่งเซ็น (Zen Philosophies) ของญี่ปุ่นที่อันโดนั้นเข้าถึงอย่างลึกซึ้งและนำวิถีนี้มาใช้ในการออกแบบงานทุกชิ้นของอันโดได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นงานที่ทรงพลังจากความเรียบง่ายซึ่งมีเสน่ห์อย่างลึกซึ้งทีเดียว

ความโดดเด่นของการตัดกันอย่างกลมกลืนของงานคอนกรีตและงานไม้สีเข้มนั้นเป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจของโบสถ์หลังนี้ เก้าอี้ไม้สีเข้มที่เรียงกันอย่างลดระดับทีละน้อยนั้นสร้างโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสแสงอันทรงพลังได้อย่างทั่วถึงและเข้าถึง เก้าอี้และพื้นไม้สีเข้มนั้นทำมาจากเศษไม้ที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างโบสถ์หลังนี้เพื่อเป็นการประหยัดงบอีกทางนั่นเอง แต่มันก็กลายเป็นเครื่องใช้ที่มีอรรถประโยชน์และช่วยให้งานออกแบบสถาปัตยกรรมหลังนี้โดดเด่นมีคุณค่ามากขึ้นอีกด้วย

ในปี ค.ศ.1999 อีก 10 ปีให้หลังนั้นทาดาโอะ อันโด ได้ขอสร้างอาคารเพิ่มเติมอีกหลัง นั่นก็คือ Sunday School ซึ่งเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบให้เชื่อมโยงกันกับ Church of the Light ของเดิมโดยที่โครงสร้างการออกแบบนั้นคล้ายกับอาคารเดิมแต่ถูกวางให้มีโครงสร้างสถาปัยกรรมที่เชื่อมกันอย่างมีความหมายนั่นเอง

ปัจจุบันสถาปัตยกรรมขนาดเล็กแต่ทรงพลังแห่งนี้กลายมาเป็นหนึ่งในผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลก ถึงแม้ระยะเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแต่โบสถ์แห่งนี้ก็ยังคงแข็งแกร่ง ทนทาน ดูแลง่าย และใช้งานได้ยอดเยี่ยมจนถึงทุกวันนี้ ขณะเดียวกัน Church of the Light ก็กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ผู้ที่หลงใหลงานสถาปัตยกรรมต้องแวะเวียนมาชมให้ได้สักครั้งในชีวิตอีกด้วย

ไปอาบแสงแห่งศรัทธากันครับ...

ข้อควรปฎิบัติสำหรับผู้ที่ต้องการมาเยือน

  • เนื่องจากโบสถ์แห่งนี้ยังคงเป็นโบสถ์ที่มีการใช้งานจริงอยู่ทุกวัน และมีการปฎิบัติศาสนกิจอยู่เสมอๆ ทางโบสถ์จึงได้มีการจัดการระเบียบในการเข้าชมโบสถ์แห่งนี้ด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อศาสนิกชนผู้มาแสวงบุญและเป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องการมาเยือนด้วยนั่นเอง
  • โบสถ์จะเปิดให้ชมเฉพาะวันพุธ, เสาร์ และ อาทิตย์ เท่านั้น แต่ก็ตามตารางเวลาที่ไม่สม่ำเสมอ (ซึ่งในบางวันพุธ, เสาร์ และ อาทิตย์ ก็ไม่มีการเปิดให้ชม) ฉะนั้นโปรดเช็คตารางวันที่เปิดให้ชมล่วงหน้าในเว็บไซต์ก่อน และทำการจองล่วงหน้าก่อนที่จะเดินทางมาชมเท่านั้น
  • วิธีการจอง : เลือกวันที่ต้องการจะไปตามปฎิทินของโบสถ์ที่เปิดให้เข้าชม / จากนั้นกรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มออนไลน์ของทางโบสถ์ เสร็จแล้วจะมีอีเมลล์อัตโนมัติตอบกลับมา หากท่านได้รับอีเมลล์ตอบกลับแล้วแสดงว่าการจองของท่านนั้นเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ และเราก็สามารถไปชมโบสถ์ในวันนั้นได้เลย (อีเมลล์อัตโนมัติ ไม่ต้องตอบกลับ)
  • เวลาเปิดให้ชมโบสถ์ : 13.30-16.00 น. / สามารถมาชมโบสถ์เวลาใดก็ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว
  • การเข้าชมนั้นไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทางโบสถ์จะมีกล่องรับบริจาควางไว้ด้านหน้า สามารถบริจาคได้ตามจิตศรัทธา

---------------------------------------------------------------

Ibaraki Kasugaoka Church (茨木春日丘教会) - (Church of the Light)

+ ที่ตั้ง : 4-3-50 Kitakasugaoka, Ibaraki, Osaka

+ เวลาเปิดให้เข้าชม : พุธ, เสาร์, อาทิตย์ > 13.30-16.00 น. (วันจะมีกำหนดการไม่แน่นอน โปรดเช็คในเว็บไซต์อีกครั้งหนึ่ง)

+ ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม (บริจาคตามศรัทธา)

+ ติดต่อ : ibaraki-kasugaoka-church.jp

+ วิธีเดินทาง :

>JR West : จากสถานี Osaka Station นั่งรถไฟสาย JR Kyoto Line มาลงที่สถานี Ibaraki / จากนั้นเดินบนสะพานลอยไปที่ชานชาลาหมายเลข 2 เสร็จแล้วต่อรถบัสของ Kintetsu Bus สาย 1 หรือ 2 ก็ได้ มาลงที่ป้าย Kasugaokakouen (Kasugaoka Park) (ประมาณ 10 นาที) / ลงจากรถแล้วซ้ายเดินตามถนนขึ้นไปหน่อยจนถึงสี่แยกเล็กๆ แล้วเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง เดินตรงไปอีกหน่อยก็จะเห็นโบสถ์ตั้งอยู่ที่หัวมุมสี่แยกเล็กๆ

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่

แนะนำการแก้ไข

0
0
Tada Ratchagit

Tada Ratchagit @tada.ratchagit

เรามักจะตกหลุมรักเมืองแรกในชีวิตที่เราไปเยือนในสถานะนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางเสมอ, ผมชื่อ ธาดา ราชกิจ (โฟล์ค) เป็นนักเดินทางที่มีโตเกียวเป็นเมืองแรกที่เคยไปเยือนครับ ผมกลับมาเยือนเมืองนี้ถี่และบ่อยที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่ผมเคยไปเยือนมา อาการตกหลุมรักเมืองนี้นั้นหนักเอาการพอสมควร ; ) นอกจากนักเดินทางแล้วผมยังเป็นนักเขียนและช่างภาพ (รวมถึงเป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์ในบางคราว) เขียนงานได้ทุกประเภทและมีผลงานตีพิมพ์ในหลากหลายสื่อในเมืองไทยตั้งแต่เว็บไซต์, พ๊อกเก็ตบุ๊ค, นิตยสาร, หนังสือพิมพ์ ฯลฯ สำหรับงานเขียนหลักในช่วงหลังนั้นมักจะเป็นเรื่องท่องเที่ยวและอาหารการกิน (ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ) ซึ่งเป็นวิถีที่ผมรักและถนัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็แน่นอนว่าต้องมีญี่ปุ่นปรากฏอยู่ในงานของผมเสมอๆ  Almost traveller always fall in love with the first place that they have been visited, My name is Tada Ratchagit I am a traveller that have been visited Tokyo as a first place of all my trips. Tokyo like my second home and that is the most frequency visiting city of my life. Beside the traveller, I am a Writer and Photographer (sometime Graphic Designer) that can write in any kind of article. My works were published on any media in Thailand including website, pocketbook, magazine, newspaper and etc. Now, almost of my works are about Travel & Food (Thailand and around the world) that are the lifestyle I very love it. And extremely sure that Japan is always selected to present in my works.

แสดงความคิดเห็น