ศาลเจ้านิกโกะโทโชกุ (日光東照宮)

มรดกโลก (UNESCO World Heritage Site) อันงดงามเลื่องชื่อ

โดย Tada Ratchagit   27 พ.ย. 2557

หมู่ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโกะ (Shrines and Temples of Nikko) นั้นได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก UNESCO World Heritage Site ในปี ค.ศ.1999 ด้วยโบราณสถานและสิ่งก่อสร้างอันทรงคุณค่าต่างๆ กว่า 103 รายการ และหนึ่งในโบราณสถานที่งดงามประณีตอย่างโดดเด่นมีชื่อเสียงที่สุดและเป็นดั่งสัญลักษณ์หนึ่งของนิโกะนั้นก็คือ ศาลเจ้านิกโกะโทโชกุ (日光東照宮 Nikko Toshogu) นั่นเอง

ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาสสถานในศาสนาชินโตที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1617 เพื่ออุทิศให้กับโชกุนผู้หญิ่งใหญ่อย่าง Ieyasu Tokugawa ผู้สถาปนารัฐบาลทหารในการปกครองเมืองเอโดะ (โตเกียว) และถือเป็นโชกุนคนแรกของต้นตระกูล Tokugawa ที่เรืองอำนาจปกครองญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 250 ปี เลยทีเดียว ผู้ที่สร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นก็คือ Tokugawa Hidetada โชกุนคนที่สองแห่งตระกูล Tokugawa ผู้เป็นบุตรชายนั่นเอง โดยการก่อสร้างนั้นได้มีการระดมช่างฝีมือมากว่า 127,000 คน พร้อมทั้งมีการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุดในยุคนั้นเพื่อสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นมา ด้วยความที่รวบรวมช่างฝีมือมากมายทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้เต็มไปด้วยงานฝีมืออันประณีตงดงามมากมายด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดีในปี ค.ศ.1636 ได้มีการบูรณะศาลเจ้าครั้งยิ่งใหญ่โดยโชกุนคนที่สามแห่งตระกูล Tokugawa ซึ่งก็คือ Tokugawa Iemitsu ได้ทำการก่อสร้างและปรับปรุงเกือบทุกอย่างใหม่หมดซึ่งก็คือภาพของศาลเจ้าที่เราเห็นอย่างในยุคปัจจุบันนี่เอง

จุดเด่นที่น่าสนใจ

  • Ishidorii Gate : ประตูศาลเจ้าที่เราจะเจอด่านแรกก่อนเข้าสู่อาณาเขตศาลเจ้าชั้นในนี้นั้น เป็นประตูโทริอิที่ทำจากหินอันแข็งแกร่ง ซึ่งประตูนี้อุทิศถวายโดยขุนนางชั้นสูง Kuroda Nagamasa แห่งแคว้น Kyushu Chikuzen (จ.ฟุกุโอกะ ในปัจจุบัน) มันถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1618 โดยการลำเลียงหินมาทางเรือจากเกาะคิวชู (Kyushu) สู่เมืองโคยามะ (Koyama) ก่อนที่จะลำเลียงทางบกมาสู่นิกโกะอีกที ประตูหินอันเก่าแก่นี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอันสำคัญ (Important Cultural Property) ของญี่ปุ่นอีกด้วย
  • Gojunoto : หลังจากผ่านประตู Ishidorii Gate มาแล้วเราจะเจอกับเจดีย์ 5 ชั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าไม้อันร่มรื่น เจดีย์นี้สร้างอุทิศถวายโดยขุนนางชั้งสูง Sakai Tadakatsu แห่งเมืองโอบามะ (Obama) จ.วากาซะ (Wakasa) (ปัจจุบันเป็น จ.ฟุคุอิ (Fukui)) แต่ละชั้นนั้นสื่อถึงธาตุทั้ง 5 อันได้แก่ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, อากาศ เจดีย์นี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1648 แต่มันก็ถูกไฟไม้จนวอดในปี ค.ศ.1815 และถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.1818 โดยขุนนาง Sakai Tadayuki ผู้เป็นขุนนางในตระกูลเดียวกันกับท่าน Sakai Tadakatsu นั่นเอง และเจดีย์นี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอันสำคัญ (Important Cultural Property) ของญี่ปุ่นอีกด้วย
  • Omotemon : ประตูหน้านี้ถือเป็นประตูศาลเจ้าแรกสำรับอาณาเขตศาสเจ้าชั้นใน ประตู้นี้ยังถูกเรียกว่า Nio Gate เพราะว่ามีรูปปั้นยักษ์สองตนคอยอารักขาศาลเจ้าอยู่ที่ริมประตูทั้งสองฝั่งด้วยนั่นเอง ประตูนี้เป็นงานไม้อันวิจิตร และยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอันสำคัญ (Important Cultural Property) ของญี่ปุ่นอีกด้วย
  • Sanjinko : หมู่อาคารคลังเก็บสมบัติแห่งการสักการะบูชาในศาสนาชินโตทั้งสามหลังนี้โดดเด่นด้วยงานแกะสลักไม้ที่ตกแต่งโดยรอบอย่างงดงามอลังการมีสีสันอันสวยสดงดงาม รูปแกะสลักที่มีชื่อเสียงที่ประดับอยู่บริเวณอาคารนี้ก็ได้แก่ Sozonozo Elephants (Imaginary Elephants) หรือ ช้างในจินตนาการ โดยรูปแกะสลักอันวิจิตรนี้แกะโดยศิลปินในยุคนั้นที่ไม่เคยเห็นช้างมาก่อน
  • Nemurineko (Sleeping Cat) : อีกรูปแกะสลักไม้ที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือรูปแมวหลับซึ่งช่างศิลป์นั้นแกะสลักออกมาสื่อถึงอารมณ์แมวได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว แต่ที่โดดเด่นมากก็คือปรัชญาที่แฝงอยู่ในรูปแกะสลักนี้ซึ่งแมวหลับนี้เป็นการแฝงปรัชญาที่สื่อความหมายถึงสันติภาพอันสงบสุขนั่นเอง โดยผลงานนี้เป็นฝีมือการแกะสลักของช่างฝีมือชั้นบรมครู Hidari Jingorou นั่นเอง และรูปสลักนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกแห่งชาติญี่ปุ่น (National Treasure of Japan) อีกด้วย
  • Sanzaru (Three Wise Monkey) : แต่สำหรับรูปแกะสลักที่โด่งดังที่สุดนั้นเห็นจะเป็นรูป ลิงสามตัว (三猿 – sanzaru) ซึ่งอยู่บนอาคาร Shinkyusha โดยรูปแกะสลักนี้เป็น ลิงปิดหู ลิงปิดปาก ลิงปิดตา ซึ่งนี่คือต้นกำเนิดปริศนาธรรมอันโด่งดังที่หมายถึง “การไม่เปิดตารับรู้โดยการมองสิ่งที่ไม่ดี” “การไม่เปิดหูรับฟังในสิ่งที่ไม่ดี” และ “การไม่เปิดปากกล่าววาจาในสิ่งที่ไม่ดี” ซึ่งว่ากันว่าภาพแกะสลักปริศนาธรรมนี้ตีความมาจากคัมภีร์ตามหลักขงจื้อของจีนที่เข้ามาในญี่ปุ่นพร้อมพุทธศาสนาช่วงราวศตวรรษที่ 8 และกลายมาเป็นตำนานเล่าขานกันต่อมา รูปแกะสลักนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอันสำคัญ (Important Cultural Property) ด้วยเช่นกัน
  • Yomeimon Gate : ประตูศาลเจ้านี้เป็นประตูไม้ที่สร้างขึ้นอย่างวิจิตรและถือเป็นสัญลักษณ์ (ภาพที่ปรากฏให้คนทั่วไปได้รู้จัก) ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของศาลเจ้าโทโชกุนี้เลยก็ว่าได้ ประตูนี้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Main Gate of the Imperial Court” และมีอีกชื่อว่า “Gate of the Setting Sun” ประตูนี้เต็มไปด้วยรูปสลักอันวิจิตรกว่า 500 สิ่ง และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่แฝงปริศนาธรรมไว้มากมาย ทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกแห่งชาติญี่ปุ่น (National Treasure of Japan) ด้วย และประตู Yomeimon Gaet นี้ยังได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นปุ่นเลยทีเดียว >>> (หมายเหตุ : ขณะนี้มีการบูรณะประตู Yomeimon Gate อยู่ ซึ่งการซ่อมแซมนั้นจะมีการคลุมประตูไว้ตลอด การบูรณะในครั้งนี้มีกำหนดแล้วเสร็จ ค.ศ.2019)
  • Gohonsha (Main Shrine) : ศาลเจ้าหลักนี้เป็นศาสนสถานที่อยู่อาณาเขตชั้นในและถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดของศาลเจ้าโชกุแห่งนี้ โดยภายในประกอบไปด้วย ฮอนเด็น (Honden) ซึ่งเป็นโถงศูนย์กลางหลักของศาลเจ้า, อิชิโนะมะ (Ishinoma) (Stone Chamber) และ ไฮเด็น (Haiden) ห้องพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งศาลเจ้าหลักนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกแห่งชาติญี่ปุ่น (National Treasure of Japan) ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ภายในบริเวณศาลเจ้าโทโชกุแห่งนิกโกะยังมีโบราณสถานตลอดจนโบราณวัตถุอันล้ำค่าและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตลอดจนวัฒนธรรมอีกมากมายให้เราได้ชมและซึมซับหลักธรรมตามหลักศาสนาชินโตที่รายล้อมด้วยธรรมชาติอันสงบร่มเย็น ซึ่งทำให้จิตใจเราสงบร่วมเย็นตามไปด้วยในทันทีที่ก้าวเข้ามาเยือนศาสนสถานอันทรงคุณค่าแห่งนี้

---------------------------------------------------------------

ศาลเจ้านิกโกะโทโชกุ (日光東照宮 Nikko Toshogu)

+ ที่ตั้ง : 2301 Sannai, Nikko, Tochigi

+ เวลาให้บริการ :

  • เม.ย.-ต.ค. > ทุกวัน 08.00-17.00 น.
  • พ.ย.-มี.ค. > ทุกวัน 08.00-16.00 น.

+ ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ (ตั้งแต่มัธยมปลายขึ้นไป) ¥1,300 / เด็ก (ตั้งแต่มัธยมต้นลงมา) ¥450

  • หมายเหตุ : Treasure House และ Museum of Art ต้องเสียค่าเข้าชมเพิ่มเติม

+ ติดต่อ : 0288-54-0560

  • เว็บไซต์ศาลเจ้าโทโชกุ (ภาษาญี่ปุ่น) : www.toshogu.jp
  • เว็บไซต์ศาลเจ้าโทโชกุ (ภาษาอังกฤษ) : www.toshogu.jp/english
  • เว็บไซต์การท่องเที่ยวนิกโกะ : การท่องเที่ยวแห่งเมืองนิกโกะ (Nikko Tourism Association Inbound Committee) > www.nikko-japan.org

+ วิธีเดินทาง :

จากโตเกียวมายังนิกโกะ

  • > Tobu Railways : จากสถานี Tobu-Asakusa หรือ Tokyo Skytree นั่งรถไฟสาย Tobu Skytree Line (ซึ่งจะวิ่งเชื่อม Tobu Nikko Line โดยอัตโนมัติ) ไปลงสถานี Tobu-Nikko
  • หมายเหตุ : หากจะนั่งรถไฟจากโตเกียวไปนิกโกะเวลาขึ้นรถไฟให้สังเกตุขบวนให้ดี โดยผู้ที่จะต้องการไปสถานีปลายทาง Tobu-Nikko นั้น จะต้องขึ้นตู้รถไฟที่ 4-5 เท่านั้น เพราะเมื่อถึงสถานี Shimo-Imaichi ตู้ที่ 1-3 จะแยกขบวนเพื่อวิ่งต่อไปยัง Shin-Fujiwara ในสาย Tobu Kinugawa Line และขบวนที่ 4-5 จะวิ่งเข้าไปยังสถานี Tobu-Nikko / แต่อย่างไรทาง Tobu ได้จัดเจ้าหน้าที่ไว้คอยแนะนำตอนเข้าสู่ชานชาลาอยู่แล้ว หรือดูที่สติ๊กเกอร์ที่พื้นบริเวณจะขึ้นรถไฟ จะมีสัญลักษณ์บอกไว้ชัดเจน

จากนิกโกะมายังหมู่ศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโกะ

  • Local Bus : นั่งรถเมลล์สาย World Heritage Bus ลงป้าย Omotesando
เขียนโดย Tada Ratchagit
สมาชิก JapanTravel

แสดงความคิดเห็น