นั่งทามเเมชชีนไปสู่โลกเเห่งอนาคต

Digital Museum : teamLab Boardless

โดย Panchalee Supanimitkulkit   9 ก.ค. 2561

พิพิธภัณฑ์ศิลปะถือเป็นสวรรค์ของคนที่ชอบเสพงานศิลป์ เเต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ที่คนบางคนหลีกเลี่ยง เเต่หากคุณได้ลองไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของสถานที่เเห่งนี้ รับรองได้ว่าความคิดของคุณจะเปลี่ยนไป

"ไปพิพิธภัณฑ์กันเถอะ" เป็นประโยคที่หลายๆคนมักจะหาเหตุผลนานาชนิดมาปฏิเสธเมื่อได้รับคำชวน อีกสถานที่หนึ่งที่คุณพ่อคุณเเม่หลีกเลี่ยงไม่พาเด็กๆไปเพราะคงจะน่าเบื่อ อีกสถานที่หนึ่งที่วัยรุ่นเลือกที่จะไม่พาผู้ใหญ่ไปเพราะท่านคงไม่อินกับเรา เเต่ในปี 2018 ได้เกิดสถานที่มหัศจรรย์เเห่งใหม่ในโตเกียว เรียกได้ว่าหากไม่ลองไปสักครั้ง จะต้องเสียใจอย่างเเน่นอน

มาทำความรู้จักกับสถานที่เเห่งนี้กันก่อนเลย

MORI Building DIGITAL ART MUSEUM: teamLab Borderless เป็นความร่วมมือกันของทีมเเล็ป (teamLab) กลุ่มคนจากหลากหลายอาชีพที่มาถ่ายทอดศิลปะผ่านประสบการณ์ใหม่ๆ สร้างความประทับใจให้คนมานับเเล้วไม่ถ้วนจากงานนิทรรศการที่ถูกจัดเเสดงตามสถานที่ชื่อดังทั่วมุมโลก เเละ โมริบิวดิ้ง(MORI Building) นักพัฒนาเมืองเพื่อความยั่งยืนของคนรุ่นใหม่ โดยตึกเเละสถานที่ชื่อดังมากมายล้วนผ่านมือบริษัทมาหมดเเล้ว จนออกมาเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลบนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ที่พาเลตต์ ทาวน์ โอไดบะ (Odaiba Palette Town)

พร้อมเเล้วไปลุยกัน

บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ถูกแบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก ได้เเก่ Borderless World, Athletics Forest, Future Park, Forest of Lamps และ EN Tea House

1.​Borderless World : โซนที่เราสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างไร้ขอบเขต

ไฮไลท์เเรกต้องยกให้ห้อง Universe of Water Particles เป็นห้องที่เราใช้เวลาอยู่นานมากที่สุดห้องหนึ่ง ห้องนี้เป็นการสร้างงานศิลปะให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด ทุกคนที่เข้ามาในห้องนี้เป็นเหมือนก้อนหิน ที่เมื่อเอามือไปเเตะสายน้ำก็จะสามารถเปลี่ยนทิศทางน้ำได้ตามต้องการ ให้อิสระในการเคลื่อนไหวของร่างกายเราได้เป็นตัวกำหนดสิ่งเเวดล้อมรอบข้าง ถือเป็นห้องที่ไอเดียชนะเลิศไปเลย

ทีเด็ดสำคัญอีกห้องต้องยกให้ Light Sculpture ห้องมืดที่เมื่อเราเข้าไปเเล้วจะมีไฟสปอร์ตไลท์ถึง 64 ดวงทำการเล่นเเสงสี ให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นนักร้องดังที่กำลังทำการเเสดงกลางเวทีคอนเสิร์ต

Black Waves ห้องที่จำลองบรรยากาศการนั่งชมคลื่น ซึ่งตรงกลางของห้องจะมีพื้นที่สำหรับให้นั่งชมคลื่นที่รายล้อมตัวเราอยู่ บอกได้เลยว่าบรรยากาศในห้องนี้เหมือนเราได้ไปนั่งที่ริมทะเลจริงๆ เป็นอีกหนึ่งห้องที่สร้างความประทับใจได้อย่างมาก

ห้องที่เราชอบมากอีกห้องหนึ่ง คือ Wander Through the Crystal World ภายในห้องถูกประดับด้วยไฟคริสตัลตั้งเเต่พื้นสูงจรดถึงเพดาน ไม่สามารถบอกได้เลยว่าในห้องนี้มีไฟอยู่กี่ดวง เพราะมันเยอะมากจนเหมือนเม็ดฝนที่ลงตกมาเป็นสีต่างๆ โดยผู้เข้าชมสามารถโหลดเเอปพลิเคชั่นของทีมเเล็ป
เพื่อเป็นคนกำหนดรูปเเบบของไฟที่จะถูกจัดเเสดงให้คนอื่นๆที่มาเข้าในห้อง ทำให้ผู้ร่วมงานได้มีส่วนร่วมเเละสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวที่ไร้ขอบเขตจริงๆ

Memory of Topography อีกห้องหนึ่งที่ไอเดียมีความสร้างสรรค์จนไม่อยากให้พลาด เป็นการจำลองภาพบรรยากาศชนบทของประเทศญี่ปุ่น ที่ทุกฤดูกาลก็จะเกิดภาพที่มีให้เห็นเหมือนเดิมทุกปี ตั้งเเต่ทุ่งนาที่เขียวขจีในช่วงหน้าร้อน เติบโตขึ้นเรื่อยๆจนเป็นสีเหลืองทองในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เเต่ภาพเหล่านั้นกลับไม่เหมือนเดิมในครั้งที่สอง เพราะผู้เข้าร่วมงานที่อยู่ในห้องเปรียบเหมือนลมเเละเเมลงที่เป็นตัวเเปรในการเปลี่ยนเเปลงสิ่งเเวดล้อมของธรรมชาติ เเค่คุณขยับเพียงนิดเดียวก็ทำให้ทุกอย่างในห้องเกิดการเปลี่ยนเเปลง

2.Athletics Forest : โซนเเห่งการเคลื่อนไหวที่เด็กๆไม่ควรพลาด

พื้นที่ในชั้น 2 ส่วนใหญ่เป็นโซนที่ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว เริ่มด้วย Multi Jumping Universe ที่จำลองภาพบรรยากาศอวกาศลงบนตาข่ายขึงขนาดใหญ่ โดยเมื่อทุกคนกระโดดขึ้นลงบนผ้า ดวงดาวก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อถึงจุดหนึ่งเราจะเห็นดวงดาวสลายกลายเป็นฝุ่นไป เหมือนวงจรชีวิตของดาวนับล้านดวงในอวกาศจริงๆ

Weightless Forest of Resonating Life ป่าไร้น้ำหนักเเห่งนี้เต็มไปด้วยลูกโป่งยักษ์ เมื่อคุณสัมผัสลูกโป่งก็จะเปลี่ยนสีเเละทิศทางไปตามการควบคุมของคุณ ที่สำคัญลูกโป่งจะเปลี่ยนสีเป็นลูกโซ่เพื่อเเสดงถึงการสัมผัสของคนในบริเวณรอบคุณ

ไฮไลท์ที่เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาเเละความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานหนีไม่พ้น Graffiti Nature ที่ให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้มีโอกาสนำภาพวาดในกระดาษมามีชีวิตจริงด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย นี่ถือเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของพิพิธภัณฑ์ดิจิทัลเเห่งนี้ เพราะไม่ว่าคุณจะมากี่ครั้งก็จะได้เห็นภาพบรรยากาศไม่เหมือนเดิมอย่างเเน่นอน

3.Future park : สวนสนุกเเห่งโลกอนาคต

โซนนี้เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยภาพความอบอุ่นของครอบครัว กิจกรรมเเละสถานที่ต่างๆที่เด็กทุกคนล้วนมีความฝันอยากไปทั้งสวนสนุกรวมไปถึงอควาเรียม ถูกนำมาดัดเเปลงให้เป็นโลกที่น่าอัศจรรย์สำหรับพวกเขา

Sketch Aquarium อควาเรียมที่เต็มไปด้วยเหล่าสัตว์น้ำเเห่งจินตนาการ ทั้งเด็กเเละผู้ใหญ่ต่างช่วยกันออกเเบบเหล่าสัตว์น้ำของตัวเองจนเกิดมาเป็นเหล่าบรรดาปลาเล็กกุ้งน้อยเต็มอควาเรียมเเห่งนี้ เสียงหัวเราะเเละรอยยิ้มบ่งบอกถึงความสุขของทุกคนที่ได้นำภาพจากจินตนาการของตัวเองออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตจริงๆในสถานที่เเห่งนี้

โต๊ะกลมๆที่ทุกคนอยากนำกลับบ้าน A Table where Little People Live เป็นเหมือนการจำลองการเล่นเกมในคอมพิวเตอร์ของเด็กยุคใหม่ มาไว้บนโต๊ะกลมตัวนี้ ทุกคนสามารถเป็นผู้เล่นเเละสร้างตัวละครในจินตนาการตัวเองออกมาได้

4.Forest of Lamps : เเสงสว่างที่คาดเดาไม่ได้

ลืมไปได้เลยกับการเปิดโคมไฟเล็กๆที่บ้าน เพราะโซนนี้ได้จำลองโคมไฟนับหลายร้อยดวง ที่อาศัยเเสงสว่างจากผู้เข้าร่วมงาน โดยเมื่อยิ่งเข้าใกล้โคมไฟก็จะยิ่งสว่างขึ้นเเละส่งพลังงานไปยังโคมไฟข้างๆ ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าโคมไฟจะเปลี่ยนสีไปทิศทางใดเพราะทุกสีที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากทุกคนในห้องเป็นคนร่วมกันออกเเบบโดยไม่รู้ตัว

5.EN TEA House : การผสมผสานของวัฒนธรรมเเละเทคโนโลยี

การดื่มชาตามเเบบฉบับของชาวญี่ปุ่นได้เปลี่ยนไป เมื่อคุณเข้ามาในโซนนี้ จะเหมือนโลกเเห่งใหม่ที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับวัฒนธรรมการดื่มชาที่มีประวัติอันยาวนานได้อย่างลงตัว ผู้เข้าร่วมงานจะได้ดื่มชาในรูปเเบบใหม่ เรียกไว้ว่าเป็นโซนปิดท้ายที่สมบูรณ์เเบบ

หากคุณได้เริ่มก้าวเท้าเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลเเห่งนี้ ไม่มีคำว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ชายหรือหญิง
มีเพียงจินตนาการของมนุษย์ที่ไม่มีขอบเขตเเละไม่ว่าคุณจะกลับมาที่นี่อีกกี่ครั้ง รับรองได้เลยว่า
ทุกครั้งที่กลับมาจะไม่เหมือนเดิมอย่างเเน่นอน

เส้นทาง

ลงที่สถานีโตเกียว เทเรพอร์ต (Tokyo Teleport Station) หรือ สถานีอะโอมิ (Aomi Station)

เเล้วเดินต่ออีก 5 นาที มุ่งหน้าไปทางชิงช้าสวรรค์

เขียนโดย Panchalee Supanimitkulkit
สมาชิก JapanTravel

แสดงความคิดเห็น