แบกเป้เดินมั่ว ทั่วฮอกไกโด

เรื่องราวการแบคแพคทั่วเกาะฮอกไกโดแบบไม่วางแผนล่วงหน้า

โดย Warut Fongamornkul   19 ก.พ. 2558

เมื่อเดือนมีนาคมปี 2013 ครับ ผมได้ตัดสินใจกระทันหันกับเพื่อนสนิทอีก 2 คน ที่จะเดินทางไปแบคแพคกันที่ฮอกไกโด เนื่องจากพวกเราได้สัญญากันว่าเราจะไปเที่ยวไกลๆด้วยกันหลังเรียนจบ แต่พวกเราทั้งสามคนไม่มีความรู้เรื่องการเดินทางออกนอกประเทศมาก่อนเลย ในตอนแรกเราคิดว่าจะไปเที่ยวเมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก็วางแผนเดินทางกันไปพอประมาณแล้วว่าจะไปที่ไหนบ้าง แต่ความฝันมาพังลงเพราะพึ่งมาเห็นว่าตั๋วค่าโดยสารไปซูริคนั้นแพงเกินพวกเราจะสามารถจ่ายไหว เลยมาได้คำแนะนำจากเพื่อนญี่ปุ่นในมหาลัยเดียวกันว่า "ขนาดฉันเป็นคนญี่ปุ่น ฉันยังฝันที่จะได้เดินทางไปเที่ยวทั่วเกาะฮอกไกโดซักครั้ง ถ้าใครอยากเดินผจญภัยกับธรรมชาติสวยๆ ฉันขอแนะนำฮอกไกโดละกัน" นั่นจึงเป็นที่มาของการเดินทางของพวกเรา 3 คน การเดินทางที่จองตั๋วล่วงหน้าเพียงแค่เดือนเดียว การเดินทางที่เราตั้งใจจะไม่วางแผน 10 วันเต็ม และเป็นการเดินทางครั้งแรกของพวกเรา

พวกเรา 3 คนจองตั๋วเครื่องบินผ่านโปรแกรม Skyscanner และก็ได้ตั๋วไป-กลับฮอกไกโดในราคาไม่แพงมาก เนื่องจากไม่มีใครมีบัตรเครดิต พวกเราเลยแลกเงินสดกันไปคนละ 130,000 เยน และบอกกับตัวเองว่าพวกเราต้องใช้ให้พอไม่งั้นตายแน่ๆ แผนเดียวที่ผมมีในหัวตอนนั้นก็คือเราจะต้องไปเที่ยวให้ทั่วเกาะฮอกไกโดให้มากที่สุดและจะไม่เสียเวลาอยู่กับเมืองใดเมืองหนึ่งมากเกินไป ปัญหาคือผมไม่รู้ว่าเมืองไหนน่าไป ในแต่ละเมืองนั้นจุดน่าเที่ยวอยู่ตรงไหน ทันทีที่พวกเราไปถึงสนามบินที่ฮอกไกโดก็คือ New Chitose พวกเราก็ตรงปรี่เข้าไปสอบถามพนักงานญี่ปุ่น(น่าจะเป็นนักศึกษามาฝึกงานด้วยซ้ำ) พวกเราเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟังและให้เธอช่วยตัดสินใจเส้นทางท่องเที่ยวให้เรา ซึ่งน่าประทับใจมากครับ เธอยิ้มตอบด้วยความเป็นมิตรไมตรีและวาดผังการท่องเที่ยวในแบบฉบับของคนญี่ปุ่นพื้นบ้านมาให้ผมในทันที โดยแผนของเราก็คือ New Chitose > Hakodate > Otaru > Teine > Kushiro > Akan Lake> Sapporo

[New Chitose] เราเริ่มต้นไม่ค่อยสวยเท่าไหร่เนื่องจากไม่ได้วางแผนล่วงหน้า แต่ในความโชคร้ายยังมีความน่าประทับใจแฝงอยู่เพียบครับ เรามาถึงวันแรกที่ฮอกไกโดตอนดึกมากแล้ว และผมก็พึ่งรู้ว่าสนามบินที่นั่นไม่เหมือนบ้านเราตรงที่ไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมง ครั้นจะออกเดินทางไป Hakodate ก็ดูเหมือนจะดึกเกินไปจริงๆ เราจึงตัดสินใจพักในที่พักของสนามบินแล้วใช้เวลาวันแรกเดินเที่ยวรอบๆสนามบินกัน ที่น่าแปลกใจมากคือเราสนุกกับมันมาก ที่พักของสนามบินถือว่าหรูหราและน่าตื่นตาตื่นใจมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยไม้ บรรยากาศของคำว่าญี่ปุ่น ความเงียบสงบ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อาหารฟรี ที่พักแบบเป็นเก้าอี้โซฟาเอนได้ส่วนตัว และที่สำคัญที่สุด ออนเซ็น(บ่อน้ำร้อน)ครั้งแรกของพวกเรา มีทั้ง indoor&outdoor แต่ถ้าถามผมว่าผมประทับใจอะไรมากที่สุด ผมขอตอบว่าการอาบน้ำเปลือยร่วมกันของคนญี่ปุ่นนี่แหละครับ เด็ดที่สุด (แยกชายหญิงนะครับ) กว่าจะตัดสินใจเข้าไปอาบน้ำกันได้ ทำใจกันยิ่งกว่าเล่นรถไฟเหาะ

[Hakodate] จากปากของพนักงานที่สนามบินบอกว่า "ถ้าคุณอยากจะกินอะไรอร่อยๆให้ไปที่เมือง Hakodate ซึ่งเป็นเมืองท่าที่เก่าแก่ที่สุดและอยู่ใต้สุดของเกาะฮอกไกโด ปลาคุณภาพเยี่ยมทั่วเกาะก็มาจากเมืองนี้เป็นส่วนใหญ่" พวกเราจึงไม่รอช้ารีบเดินทางไปที่นั่นก่อนเลย โดยแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของที่นี่ก็คือ ตลาดปลาสด และ โกดังอิฐแดง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยมาก เงียบสงบ และน่าประทับใจเหมือนที่เราเห็นในการ์ตูนญี่ปุ่นเลย โกดังอิฐแดงยังเป็นสถานที่รวมร้านอาหารอร่อยๆและที่ช็อปปิ้งขนาดใหญ่อีกด้วย พวกเรา 3 คนเดินสอบถามจนกว่าจะได้ร้านอาหารที่คิดว่าเจ๋งที่สุด สุดท้ายก็ได้มากินร้านซูชินอกเขตโซนของโกดังอิฐแดงครับ คนแถวนั้นบอกร้านนี้ไม่ได้ลงในหนังสือท่องเที่ยวแต่ถ้าคนญี่ปุ่นอย่างพวกเราจะนึกกินซูชิ พวกเราก็จะเลือกไปกินร้านนี้กัน บอกได้คำเดียวเลยครับว่า เนื้อปลาละลายในปาก

[Otaru] เป็นวันที่ 4 ของการเดินทางครับเรามาอยู่กับที่เมือง Otaru เมืองที่เต็มไปด้วยของกิน สถานที่เดินเที่ยว และแน่นอนที่สุด "ของฝาก" พวกเราพักโรงแรมเล็กๆติดกับสถานีรถไฟเลยครับ แล้วก็เริ่มออกเดินทั่วเมือง คนแถวนั้นบอกว่าการเที่ยวของเมืองนี้ทำได้อย่างเดียวคือ "เดินให้เยอะที่สุด" พวกเราจึงรีบออกเดินทางทันทีเมื่อนอนเต็มอิ่ม ความซวยอันดับสองบังเกิดขึ้นเมื่อพวกเราไม่มีอินเตอร์เน็ตและไม่ได้เช็คสภาพอากาศ ซึ่งทำให้หลังจากที่เราเดินออกจากที่พักไปได้ 2 ชั่วโมงเพื่อเก็บชมบรรยากาศเมือง เราโดนพายุหิมะลูกใหญ่ถล่มอย่างแรงชนิดที่ว่ามองไม่เห็นแม้แต่ 5 เมตรข้างหน้า ต้องเดินเกาะหลังกันไปเรื่อยๆ ด้วยเครื่องการแต่งกายที่ไม่เพียบพร้อม บอกได้คำเดียวเลยครับว่า เกือบตาย (ตอนแรกก็แอบสงสัยทำไมเมืองนี้เงียบจัง จริงๆแล้วคือเค้าหลบหิมะกันอยู่ในบ้าน) สถานที่ท่องเที่ยวเจ๋งๆของเมืองนี้ก็คือ คลองโอทารุอันเก่าแก่ ร้านอาหารญี่ปุ่นหลายหลายสไตล์ และที่ผมชอบมากที่สุดก็คือถนนคนเดินสำหรับของฝาก ปลายทางจะมีพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (music box) พวกเราจัดมาเต็มกระเป๋าเลย เพลงน่ารักมากๆ

[Teine] นี่เป็นโปรแกรมที่ถูกแทรกจากคนญี่ปุ่นคนนึงที่เราเจอในเมือง Otaru ซึ่งผมอยากจะบอกว่าเป็นโชคดีของการเดินทางแบบไม่วางแผนมากครับ เนื่องจากพวกเราตั้งใจที่จะเล่นมาสกีอยู่แล้วแต่ไม่รู้ว่าจะไปเล่นที่ไหน ถ้าเปิดดูตาม Guidebook เขาก็จะแนะนำให้ไปเล่นสกีที่ นิเซโกะ กับ ริวสึทซึ แต่พอพวกเราสอบถามคนพื้นเมืองแล้วมีแต่คนแนะนำให้ไปเล่นที่เขา เทเน่ (teine) ด้วยเหตุผลที่ว่าคนก็น้อยกว่า วิวสวยกว่า ราคาถูกกว่า ใกล้เมือง Sapporo มากกว่าด้วย สาเหตุที่มันไม่มีคนไปก็เพราะมันเป็นที่ฝึกเล่นของมือโปร แต่พวกเราไม่แคร์แม้จะเป็นแค่มือใหม่ จึงมุ่งหน้าเดินทางไปเล่นสกีครั้งแรกในชีวิต และบอกได้คำเดียวครับว่าสวยสมคำร่ำลือด้วยราคา full set แค่คนละ 9,300 เยนเท่านั้น

[Kushiro] เราได้เดินทางมาทางฝั่งตะวันออกสุดๆของเกาะฮอกไกโดครับ ซึ่งหลายคนจะไม่ค่อยเลือกมาที่นี่เพราะว่าไม่ค่อยมีอะไรให้เที่ยวและใช้เวลาเดินทางนานมาก แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้เลยจากเมืองนี้นั่นคือความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้ครับ ถ้าจะเรียกว่านี่เป็นเมืองชนบทเลยก็ว่าได้ ผู้คนที่นี่เป็นคนสูงอายุส่วนใหญ่ เดินหน้ายื่นๆหลังค่อมๆก้าวสั้นๆกันหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์มากของคนญี่ปุ่น บรรยากาศเมืองเงียบสงบ ไร้ซึ่งความวุ่นวายครับ ถ้าจะหนีจากอะไรสักอย่างผมว่ามาหลบอยู่ที่นี่ไม่มีคนหาเจอแน่นอน ความประทับใจที่ยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้นในเมืองนี้ครับ เนื่องจากเมืองนี้ไม่มีอะไรให้เที่ยวเลย เราเลยได้แต่เสาะหาร้านซูชิที่อร่อยที่สุด จนได้ไปเจอร้านซุชิร้านนึงครับ เค้าบอกกันว่ายากูซ่าชอบมากินกัน แล้วคิดดูสิครับผมได้บังเอิญไปเจอยากูซ่าจริงๆซะด้วย พูดถึงร้านอาหารก่อน ต้องขอบอกว่าร้านนี้อร่อยมากเลยครับไม่แพ้ที่ Hakodate แต่ราคาน่ากลัวกว่าเยอะ หลังจากเราทานอิ่มแล้ว เจ้าของร้านผู้น่ารักได้แนะนำให้เราเข้าไปรู้จักกับยากูซ่ารุ่น 60 ปี เป็นขาประจำร้านนี้ครับ มาทานซูชิกับหญิงสาวแสนสวย 2 คน คนนึงคอยป้อนซูชิ อีกคนคอยยื่นบุหรี่ให้สูบ ทำไมหรอครับ? เพราะมือของเค้าทั้งสองข้างไม่มีนิ้วมือเลย เป็นก้อนกลมๆเหมือนโดเรม่อน คาดว่าน่าจะมาจากการกระทำผิดอะไรสักอย่างภายในแก๊งจึงต้องโดนลงโทษตัดนิ้วตามประเพณี แต่เฮียเค้าเท่ห์มากครับ พวกเราสัมผัสได้ถึงรัศมีอำนาจยากูซ่าของแท้

[Akan Lake] นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องมา Kushiro ครับ เพราะว่าถ้าเราจะมาที่ทะเลสาบ Akan นั้น เราต้องผ่านเมือง Kushiro ก่อน ที่นี่เป็นทะเลสาบน้ำแข็งขึ้นชื่อทางฝั่งตะวันออกครับ แม้การเดินทางจะยากและยาวนานกว่าจะมาถึงแต่ก็ต้องบอกว่าคุ้มค่าเหนื่อยสุดๆ ที่นี่มักจะใช้เป็นที่จัดงานเทศกาลต่างๆเช่น เทศกาลแกะสลักหิมะน้ำแข็ง แต่ตอนที่เรามามันผิดจังหวะไปหน่อยครับ เทศกาลเค้าพึ่งเลิกไปเพราะมันกำลังจะหมดหน้าหนาวแล้ว แต่ยังไงทะเลสาบก็ยังเป็นน้ำแข็งอยู่ พวกเราก็เลยยังมาเดินเล่นได้ ที่ Akan นี้เป็นเมืองที่เงียบนิ่งสงบยิ่งกว่าเมืองไหนๆ สิ่งที่น่าสนใจก็คือมีกิจกรรมขับรถเอทีวีหิมะบนผิวทะเลสาบน้ำแข็ง วิวสวยมากถึงมากที่สุด รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของภูเขาเลยก็ว่าได้ ส่วนไฮไลท์จะเป็นกิจกรรมตกปลาริวกิวตามรูน้ำแข็งที่เขาเจาะไว้ให้ สนุกมากครับ นั่งคุยกับเพื่อนในเต๊นท์เฮฮาไปเรื่อย มีห้องน้ำบริการให้อย่างดี พร้อมบริการเอาปลาเราไปทอดให้กินฟรีๆอีกด้วย

[Sapporo] เราจบทริปนี้ด้วยการนั่งรถไฟเที่ยวเดียวกลับมาที่เมืองหลวงและอยู่ที่นี่ถึง 3 วันเลยครับ สาเหตุเป็นเพราะว่าจริงๆแล้วเราตั้งใจจะเดินทางไปต่อนะ แต่เนื่องจากที่เราไม่ได้วางแผนเอาไว้มันจึงเกิดปัญหา เพราะว่าตั๋วรถไฟแบบเหมารวมเค้ามีแค่แบบ 5 วัน กับ 7 วัน และมันก็ถึงวันหมดอายุของบัตรเราพอดี ครั้นจะเสียค่าเดินทางรายเที่ยวไปตามเมืองต่างๆนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะมันแพงเท่ากับบัตรเหมา 7 วันเลยทีเดียว เลยต้องจำใจรีบเดินทางกลับเที่ยวในเมือง Sapporo แทน แต่กระนั้นเราก็จะยังค้นพบสิ่งน่าตื่นเต้นเร้าใจในเมืองอีกมากมายทั้งกลางวันและกลางคืน เบ็ดเสร็จแล้วเราเสียกันไปทั้งหมดคนละ 60,000 บาท รวมทุกสิ่งอย่างตั้งแต่เครื่องบิน กิน พัก เที่ยว และเป็นการใช้เงินก้อนใหญ่ที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของผมเลยครับ

เขียนโดย Warut Fongamornkul
สมาชิก JapanTravel

แสดงความคิดเห็น