เรื่องเล่าเหล่าหอคอย (1)

ตอน หอคอยโตเกียว...ความหวังและความฝันอันรุ่งโรจน์

โดย Tada Ratchagit   3 มี.ค. 2557

แม้ว่าในยุคปัจจุบันโตเกียวสกายทรี (Tokyo Skytree) จะเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก แต่ทว่า หอคอยโตเกียว (東京タワ / Tokyo Tower) นั้นก็ยังคงอยู่ในจิตใจของคนญี่ปุ่นตลอดกาล และยังคงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนอยากแวะเวียนไปเยือนไม่เสื่อมคลาย

สัญลักษณ์แห่งความหวังและความฝันอันรุ่งโรจน์นี้อาจไม่มีใครเข้าใจดีอย่างลึกซึ้งเท่าคนญี่ปุ่น ภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองสงบลงในปี ค.ศ.1945 นั้น โตเกียวเป็นหนึ่งในพื้นที่ของญี่ปุ่นที่ถูกทิ้งระเบิดทำลายอย่างย่อยยับ ในเวลาที่ประเทศต้องกอบกู้ความหวังของประชาชนและฟื้นฟูสร้างชาติกันใหม่นั้น หนึ่งในแผนที่ญี่ปุ่นจะก้าวขึ้นมายืนในเวลาโลกอีกครั้งก็คือแผนการก่อสร้างหอคอยนั่นเอง การสร้างหอคอยนั้นมีนัยยะและวัตถุประสงค์ซ่อนอยู่มากมาย ทางด้านการใช้ประโยชน์นั้นหอคอยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งส่งสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุ ซึ่งนั่นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะใช้สื่อสารกับเหล่าประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ปลุกใจเพื่อสร้างชาติ ในขณะเดียวกันผู้คนต่างก็เฝ้ารอการก่อตัวของหอคอยอย่างใจจดใจจ่อ หอคอยโตเกียวนี้จึงเป็นเสมือนจุดรวมใจคนญี่ปุ่นในยุคนั้นไปโดยปริยาย

อันที่จริงแล้วการสร้างหอคอยแห่งนี้ขึ้นนั้นญี่ปุ่นต้องการใช้เป็นสัญลักษณ์ในการประกาศศักยภาพของตนเองในระดับโลกขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงคราม การมีหอไอเฟล (Eiffel Tower) เป็นแรงบันดาลใจต้นแบบนั้นก็เพื่อตั้งใจที่จะประกาศต่อชนชาติตะวันตกว่าญี่ปุ่นก็มีศักยภาพในการสร้างสถาปัตยกรรมล้ำๆ (ในยุคนั้น) ได้ไม่แพ้กัน แถมมีศักยภาพที่เหนือกว่าอีกด้วย ฉะนั้นเหล่าชาวญี่ปุ่นจึงทุ่มพัฒนาเทเทคโนโลยีทุกอย่างเพื่อที่จะประกาศศักยภาพที่เหนือกว่าผ่านการสร้างหอคอยครั้งนี้

ถึงแม้จะไม่สำเร็จตามเป้านักแต่มันก็สำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว เพราะความจริงแล้วญี่ปุ่นจงใจสร้างหอคอยนี้ให้สูงกว่าตึก Empire State Building ในมหานครนิวยอร์กซึ่งสูงราว 381 เมตร และครองตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกในขณะนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วหอคอยแห่งนี้ก็ถูกสร้างสำเร็จที่ระดับความสูง 333 เมตร เหนือกว่าหอไอเฟลในตอนนั้นที่สูง 324 เมตร ภายหลังจากที่สร้างเสร็จหอคอยโตเกียวก็ครองตำแหน่งหอคอยที่สูงที่สุดในโลกในยุคนั้นไปครองแทนทันที นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีหล่อแบบให้เป็นชิ้นส่วนใหญ่ๆ ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีอันทันสมัยที่ญี่ปุ่นคิดค้นขึ้นในสมัยนั้นก่อนที่จะยกนำมาประกอบเป็นโครงสร้างใหญ่อีกครั้ง เทคโนโลยีนี้เป็นผลให้หอคอยแห่งนี้สร้างเสร็จอย่างรวดเร็วกว่าหอไอเฟลอีกด้วย ที่สำคัญถึงแม้หอคอยแห่งนี้จะยิ่งใหญ่อลังการกว่าหอไอเฟลแต่ทว่ามันกลับมีน้ำหนักที่เบากว่าถึง 3,300 ตัน เลยทีเดียว (หอคอยโตเกียวหนัก 4,000 ตัน) อันเป็นการโชว์ศักยภาพของเทคโนโลยีด้านวัสดุไปในตัวด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้ญี่ปุ่นสามารถ(จงใจ)ประกาศศักยภาพที่เทียบทันไม่แพ้ชนชาติใดในตะวันตกโดยสมบูรณ์ และเป็นการประกาศแสนยานุภาพของมหาอำนาจแห่งเอเชียไปกลายๆ โดยใช้สัญลักษณ์ใหม่ที่ไม่ใช่การรุกรานโดยสงคราม

หากใครที่เคยได้ดูภาพยนตร์ Always : Sunset on Third Street ทั้งสามภาค ก็อาจจะเห็นภาพและเข้าใจความรู้สึกรวมชาติและสร้างชาติโดยใช้หอคอยโตเกียวได้มากยิ่งขึ้น หอคอยแห่งความหวังของคนโตเกียวและคนทั้งชาตินั้นเป็นเหมือนความทรงจำแห่งความรุ่งเรืองที่ไม่มีวันจางหายไปจากคนญี่ปุ่นแน่นอน ภายหลังจากที่สร้างเสร็จนั้นนอกจากหน้าที่หลักในการเป็นสถานีกระจายสัญญาณโทรทัศน์และวิทยุแล้วนั้น หน้าที่รองอันสำคัญอย่างการเป็นเจ้าบ้านต้อนรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวหรือแม้แต่คนญี่ปุ่นเองที่ก็ถือเป็นหน้าที่สำคัญที่จะทำให้คนในชาติเกิดความภาคภูมิใจในชาติตนทางอ้อมนั่นเอง

---------------------------------------------------------------

ลองรู้จักหอคอยที่รักให้มากขึ้นกว่าเก่า...

Always : Sunset on Third Street : มหากาพย์ภาพยนตร์พีเรียดแห่งแดนอาทิตย์อุทัยนี้ออกฉายในยุคสร้างชาติแห่งศตวรรษใหม่อีกครั้ง โดยมันออกฉายในปี ค.ศ.2005 ซึ่งสร้างคลื่นแห่งน้ำตาและความประทับใจไปทั่วโลก และทำให้คนหันมาหลงรักหอคอยแห่งนี้กันอีกครั้ง ตอนนี้หนังเรื่องนี้มีไตรภาค (ที่คาดว่าจะมีภาคต่อไปอีก) แต่ดังตั้งแต่เรื่องแรกที่เมื่อแรกฉายก็กวาดทั้งเงินและกล่อง รวมไปถึงคำวิจารณ์ในระดับที่ทุกคนต้องยกนิ้วให้ รายได้นั้นถึงขั้นติดอันดับ 1 ใน 10 หนังทำเงินสูงสุดในญี่ปุ่น และภาคแรกก็กวาดรางวัลจากเวที Japan Academy Prize ถึง 12 ตัว จากการเข้าชิง 14 รางวัล (มากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ญี่ปุ่น) รวมไปถึงการคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2006 อีกด้วย

หนังเรื่องนี้หยิบการ์ตูนเรื่อง Sunset on 3rd Street ของ SAIGAN Ryohei มาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ได้อย่างน่าประทับใจ ทุกฉากดำเนินเรื่องด้วยชีวิตหลากหลายที่โคจรทับซ้อนกันอยู่บนถนนสายที่ 3 ในเขตยูฮีของโตเกียวในช่วงปีโชวะที่ 33 หรือราวๆ ปี ค.ศ.1958 ซึ่งเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังสร้างหอคอยโตเกียวพอดิบพอดี และหอคอยนี้ก็ถูกหยิบมาเป็นแกนสำคัญหนึ่งในการเล่าเรื่องราวของทั้งสองภาคอีกด้วย สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกแปลเป็นชื่อภาษาไทยที่แสนกินใจว่า ถนนสายนี้ หัวใจไม่เคยลืม ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่เราจะซาบซึ้งกับหอคอยแห่งความหวังอันรุ่งเรืองของญี่ปุ่นนี้

---------------------------------------------------------------

สำหรับหน้าที่หลักของหอคอยแห่งนี้ก็คือการเป็นหอคอยสื่อสารที่ใช้ส่งสัญญาณคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ต่างๆ มากมาย อาทิ NHK, FUJI TV, TBS เป็นต้น ด้านบนหอคอยนั้นเปิดให้เราขึ้นไปเยี่ยมชมได้ 2 ระดับ ระดับแรกคือชั้นชมวิวหลัก (Main Observatory) ที่ระดับความสูง 150 เมตร ชั้นนี้เราสามารถเดินชมวิวโตเกียวจากมุมสูงได้รอบหอคอยแบบ 360 องศา นอกจากนั้นก็ยังมีคาเฟ่เล็กๆ สไตล์ฝรั่งเศสอย่าง Café la Tour และ Club 333 เวทีดนตรีชิลๆ ยามค่ำที่เป็นหนึ่งในสถานที่แฮงค์เอาท์สุดคลาสสิกของโตเกียวเลยทีเดียว แต่ถ้าใครอยากชมวิวในมุมที่สูงขึ้นไปอีกก็สามารถซื้อตั๋วขึ้นไปยังจุดชมวิวชั้นพิเศษ (Special Observatory) ที่ระดับ 250 เมตร ได้ซึ่งจุดชมวิวด้านบนนั้นสามารถเดินชมวิวเมืองในมุมสูงได้แบบ 360 องศาเช่นกัน และถูกยกย่องว่าเป็นจุดชมวิวเมืองโตเกียวที่สวยที่สุดอีกด้วย แต่ถ้าอยากจะสัมผัสอย่างใกล้ชิดมากๆ ล่ะก็แนะนำให้ไต่บันไดจากฐานหอคอยไปยังด้านบน (ราว 600 ขึ้น) ด้วยตัวของตัวเอง นอกจากลมชิลๆ เย็นๆ เรายังจะได้เห็นวิวสวยเพลินๆ และได้สัมผัสเหล็กกล้าอันตระหง่านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเป็นความหวังแห่งชาติอันรุ่งเรืองมากเกือบ 60 ปี เลยทีเดียว

หอคอยโตเกียว (Tokyo Tower)

ที่ตั้ง : แขวงชิบะโคเอ็น (Shiba-koen), เขตมินาโตะ(Minato), โตเกียว

เปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน > ชั้น Main Observatory (ที่ระดับ 150 เมตร) 09.00-22.00 น. / ชั้น Special Observatory (ที่ระดับ 250 เมตร) 09.00-21.30 น.

ค่าบริการเข้าชม :

>ชั้น Main Observatory (150 เมตร) : ผู้ใหญ่ 820 เยน / เด็กประถม-มัธยมต้น 460 เยน / เด็กเล็ก (4 ขวบขึ้นไป) 310 เยน

>ชั้น Special Observatory (250 เมตร) : ผู้ใหญ่ 600 เยน / เด็กประถม-มัธยมต้น 400 เยน / เด็กเล็ก (4 ขวบขึ้นไป) 350 เยน

การปีนบันไดไต่หอคอย

>เปิดบริการ : เฉพาะวันเสาร์, อาทิตย์, และวันหยุด (หากสภาพอากาศเลวร้ายจะปิดบริการ)

>เวลาให้บริการ : 11.00-16.00 น.

>ค่าบริการ : ซื้อตั๋วชั้น Main Observatory (150 เมตร) แบบปกติ / แต่เมื่อปีนบันได้ขึ้นไปถึงด้านบนสุดแล้วจะมีเกียรติบัตร (Certificate) ใบเล็กๆ พร้อมลำดับเฉพาะตัวที่จะบอกว่าเราปีนขึ้นมาด้านบนนี้เป็นคนที่เท่าไรมอบให้อีกด้วย

หมายเหตุ 1 : หากไม่ซื้อตั๋วรวมทั้งสองชั้นตั้งแต่ตอนแรก สามารถซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปยังชั้น Special Observatory ได้ที่ชั้น Main Observatory

หมายเหตุ 2 : เมื่ออากาศแปรปรวนอย่างหนัก ชั้น Special Observatory จะปิดทำการ

วิธีเดินทาง :

>วิธีที่ 1 : นั่งรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย H-Hibiya Line (สีเทา) ลงสถานี H05-Kamiyacho ทางออก 1 (Exit 1) เสร็จแล้วเดินไปอีกราว 7 นาที

>วิธีที่ 2 : นั่งรถไฟใต้ดิน Toei Line สาย E-Oedo Line (สีชมพู) ลงสถานี E21- Akabanebashi ทางออก Akabanebashi Gate เสร็จแล้วเดินไปอีกราว 5 นาที

>วิธีที่ 3 : นั่งรถไฟใต้ดิน Toei Line สาย I-Mita Line (สีน้ำเงิน) ลงสถานี I06-Onarimon ทางออก A1 (Exit A1) เสร็จแล้วเดินไปอีกราว 6 นาที

>วิธีที่ 4 : นั่งรถไฟใต้ดิน Toei Line สาย A-Asakusa Line (สีส้มแดง) ลงสถานี A09-Daimon ทางออก A6 (Exit A6) เสร็จแล้วเดินไปอีกราว 10 นาที

>วิธีที่ 5 : นั่งรถไฟ JR Line สายวงกลม Yamanote Line (สีเขียว) ลงสถานี Hamamatsucho St. ทางออก North Exit เสร็จแล้วเดินไปอีกราว 15 นาที

ติดต่อ/เว็บไซต์ : www.tokyotower.co.jp

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่

แนะนำการแก้ไข

0
0
Tada Ratchagit

Tada Ratchagit @tada.ratchagit

เรามักจะตกหลุมรักเมืองแรกในชีวิตที่เราไปเยือนในสถานะนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางเสมอ, ผมชื่อ ธาดา ราชกิจ (โฟล์ค) เป็นนักเดินทางที่มีโตเกียวเป็นเมืองแรกที่เคยไปเยือนครับ ผมกลับมาเยือนเมืองนี้ถี่และบ่อยที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ที่ผมเคยไปเยือนมา อาการตกหลุมรักเมืองนี้นั้นหนักเอาการพอสมควร ; ) นอกจากนักเดินทางแล้วผมยังเป็นนักเขียนและช่างภาพ (รวมถึงเป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์ในบางคราว) เขียนงานได้ทุกประเภทและมีผลงานตีพิมพ์ในหลากหลายสื่อในเมืองไทยตั้งแต่เว็บไซต์, พ๊อกเก็ตบุ๊ค, นิตยสาร, หนังสือพิมพ์ ฯลฯ สำหรับงานเขียนหลักในช่วงหลังนั้นมักจะเป็นเรื่องท่องเที่ยวและอาหารการกิน (ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ) ซึ่งเป็นวิถีที่ผมรักและถนัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็แน่นอนว่าต้องมีญี่ปุ่นปรากฏอยู่ในงานของผมเสมอๆ  Almost traveller always fall in love with the first place that they have been visited, My name is Tada Ratchagit I am a traveller that have been visited Tokyo as a first place of all my trips. Tokyo like my second home and that is the most frequency visiting city of my life. Beside the traveller, I am a Writer and Photographer (sometime Graphic Designer) that can write in any kind of article. My works were published on any media in Thailand including website, pocketbook, magazine, newspaper and etc. Now, almost of my works are about Travel & Food (Thailand and around the world) that are the lifestyle I very love it. And extremely sure that Japan is always selected to present in my works.

แสดงความคิดเห็น