The Pension Yumekukan 1987

เป็นมากกว่าที่พัก เป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม

โดย Warut Fongamornkul   21 ก.พ. 2557

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปเที่ยวที่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น คุณต้องไม่พลาดที่จะเดินทางมาเที่ยวเมืองท่าอันโด่งดังประจำเกาะอย่างแน่นอน นั่นก็คือเมือง Hakodate เมืองทางตอนใต้สุดที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลคุณภาพระดับโลก ซึ่งผมอยากจะมาแนะนำสถานที่พักแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Hakodate ที่พักแห่งนี้เป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม

The Pension Yumekukan 1987 ถูกสร้างขึ้นโดยสามีภรรยาอนุรักษ์นิยมคู่หนึ่ง ทั้งสองคนรักในการแต่งบ้านและเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1987 มองจากภายนอกที่พักแห่งนี้เป็นเหมือนบ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่ง ภายในมีห้องพักไม่เกิน 20 ห้องเท่านั้น ห้องพักถูกแบ่งออกเป็น 4 แบบคือ ห้องคู่ ห้องสำหรับสามคน ห้องสำหรับสี่คน และห้องคู่แบบมีห้องน้ำในตัว ไม่ต้องแปลกใจครับ ปกติแล้วห้องนอนที่นี่จะสร้างห้องน้ำแยกออกมาตามสไตล์ญี่ปุ่นโบราณที่เรียกกันว่า เรียวกัง (Ryokan) แต่ห้องนอนพร้อมห้องน้ำในตัวที่พึ่งมาใหม่นี่ก็เพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ชินกับวัฒนธรรมแบบนี้ ราคาโดยเฉลี่ยของการเข้าพักอยู่ที่คืนละ 4,000-5,000 เยนต่อคน ขึ้นอยู่กับคุณจะเลือกพักแบบไหน ถ้ามีอาหารเย็น/อาหารเช้าด้วยก็จะแพงขึ้นอีกนิดหน่อย สามารถดูตารางราคาได้ในลิงค์ http://ww6.et.tiki.ne.jp/~yumekukan/

สิ่งที่พิเศษสำหรับที่พักแห่งนี้คงหนีไม่พ้นสามีภรรยาผู้ที่บริการด้วยใจมาตลอดกว่า 30 ปี คุณสามีที่มีความชำนาญด้านงานสร้าง เป็นคนออกแบบต่อเติมบ้านภายนอกทั้งหมด รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ภายในอีกด้วย ส่วนคุณแม่บ้านผู้มากความสามารถนั้นดูแลงานที่เหลือทั้งหมดตั้งแต่รับแขก เก็บเงิน เตรียมห้องพัก และเข้าครัว ทั้งสองคนนี้แทบจะเรียกว่าทำได้ทุกอย่างเลยครับ ยกเว้นอย่างเดียวคือการสื่อสารภาษาอังกฤษ แต่นั่นไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับผู้มาพักเลยแต่อย่างใด ด้วยความชำนาญในการทำงานมานาน ประสบการณ์ของพวกเค้าเหลือเฟือที่จะใช้สื่อสารและแนะนำทุกอย่างให้กับผู้มาเข้าพัก

นอกจากจะเป็นที่พักที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังมีตำแหน่งการเดินทางที่ลงตัวอีกด้วย เพียงแค่คุณออกจากสถานีรถไฟสถานทีสุดท้าย Hakodate แล้วเดินตรงยาวมาทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 20 นาทีก็จะเจอกับที่พักแห่งนี้ (หรือเลือกที่จะนั่งแท็กซี่จากสถานีก็ได้เพียง 700 เยน) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทุกแห่งรอบเมือง ไม่ว่าจะเป็นโกดังอิฐแดง (เดินจากที่พัก 10 นาที), ขึ้นกระเช้าชมวิวเมืองจากยอดเขา Mt. Hakodate (เดินจากที่พัก 5 นาที), ตลาดปลาสด/ตลาดเช้า (เดินจากที่พัก 15 นาที) และเนื่องจากที่นี่เป็นที่พักเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง เมื่อคุณเข้าพักก็จะได้รับคูปองส่วนลดในการไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆรอบเมือง ไม่ว่าจะเป็น คูปองส่วนลดค่ากระเช้า และ คูปองส่วนลดร้านอาหารชื่อดังมากมาย ฯ

ผมอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวสำหรับสถานที่แห่งนี้ให้ผู้อ่านได้ลองนึกภาพตามไปด้วยกันครับ ตอนที่พวกเราเดินทางมาถึงที่นี่ พวกเรายังไม่รู้เลยว่าที่พักหน้าตาเป็นอย่างไร ราคาแพงมั้ย มีอะไรให้เราบ้าง แต่คุณเจ้าของบ้านผู้ใจดีเห็นเราเดินฝ่าหิมะมา ก็รีบกวักมือเรียกให้เข้ามานั่งหลบด้านในก่อน พร้อมหยิบรองเท้าและถุงเท้าพวกเราไปผึ่งเตาผิงอย่างไม่รังเกียจ นั่นเป็นความประทับใจแรกที่ผมได้รับ

ทันทีที่พวกเราตกลงจ่ายค่าที่พักเรียบร้อยในราคาย่อมเยาคนละ 4,200 เยนพร้อมอาหารเช้า คุณแม่บ้านก็หยิบกระดาษมาให้เราอ่านแผ่นนึง กระดาษแผ่นนั่นเป็นกระดาษคำสั่งต่างๆที่เราต้องทำและห้ามทำขณะเข้าพัก ตัวอย่างเช่น 1) ที่พักแห่งนี้สามารถเช็คอินได้ตั้งแต่ 15:00น. – 23:00น. และเช็คเอ้าท์ไม่เกิน 10:00น. 2) ถ้ากลับเข้ามาดึกหลัง 19:00น. ต้องแจ้งเจ้าของไว้ล่วงหน้าว่าจะกลับมากี่โมง 3) ห้ามกลับดึกเกินเที่ยงคืนเพราะเค้าจะปิดประตูแล้ว ฯลฯ พวกเรารู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยว่าทำไมคุณแม่บ้านเข็มงวดจัง ประมาณว่าหนีแม่มาเจอแม่อีกที แต่คุณรู้มั้ยครับว่ามันไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย หลังจากที่พวกเรากลับมาจากเดินเที่ยวรอบเมืองจนเหนื่อยแล้ว เราเข้ามาที่พักราวๆ 4 ทุ่มตามที่ได้แจ้งคุณแม่บ้านไว้ พอเราเปิดประตูกลับมาปุ๊บก็เห็นคุณแม่บ้านวิ่งวุ่นอยู่ในครัว เธอหันมาเรียกให้เข้าไปนั่งพักด้านในห้องรับแขก หลังจากรอเพียงไม่ถึง 3 นาที เธอยกน้ำชากับเค้กแสนอร่อยที่เธอทำเองมาเสิร์ฟให้พร้อมบอกกับพวกเราว่า “ต้องขอโทษด้วยที่สอบถามเรื่องเวลา แต่ที่ฉันอยากจะรู้เวลากลับ ก็เพื่อจะจัดเตรียมน้ำชาร้อนๆให้ดื่มก่อนนอน มันทำให้คุณหลับสบาย” พร้อมโค้งคำนับก่อนวิ่งหายไปในครัว

ก่อนเข้านอนผมเลยขออนุญาตชวนเธอนั่งคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เล็กน้อยพร้อมสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเสื้อสูทนักเรียนญี่ปุ่นที่ผมตั้งใจจะหาซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกสักตัว ผมหยิบตัวอย่างเป็นรูปการ์ตูนในมือถือให้เธอดู แต่เธอกลับส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมบอกว่า “ฉันเสียใจด้วย เสื้อสูทนักเรียนญี่ปุ่นราคาสูงมากถึง 20,000 เยน และที่ร้านคงขายคุณแค่เสื้อสูทแต่ไม่มีกระดุมโรงเรียนให้” ได้ยินเช่นนั้นผมก็ต้องล้มเลิกความฝันลงแต่โดยดีและกล่าวอำลาเธอขึ้นไปนอน

เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเรารีบแพคของเตรียมเดินทางไปเมืองต่อไป ผมเดินเอาของลงมาวางไว้ที่ชั้นล่างรอรับประทานอาหารเช้า คุณแม่บ้านจัดอาหารชุดใหญ่มาให้พวกเราทานอย่างจุใจ รสชาติไม่แพ้โรงแรมหรูชั้นเลิศเลยแม้แต่น้อย และทันทีก่อนที่พวกเราจะออกเดินทาง เธอก็เดินมาหาผมพร้อมของขวัญเซอร์ไพรส์ในมือ ใช่แล้วครับ เธอหยิบเสื้อสูทนักเรียนสีน้ำเงินเข้มขึ้นมาแล้วพูดว่า “ไหนลองสวมดูซิว่าใส่ได้มั้ย อื้ม.....พอดีเลยนะ ใส่แล้วหล่อเชียว” เธอยิ้มพร้อมโค้งคำนับ ผมยืนช็อคอยู่สักพักและพยายามจะไม่รับของชิ้นนั้น แต่เธอบอกกับผมว่าเธอดีใจที่เห็นคนต่างชาติชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่น เธอเองก็ชอบเช่นกัน สูทเก่าตัวนี้เป็นของลูกชายคนโตของเธอ เธอชอบมันมาก และหวังว่าผมก็จะชอบเหมือนกัน น้ำตาผมไหลอยู่ข้างในซาบซึ้งจนพูดอะไรไม่ออก พูดได้เพียงคำเดียวว่า “ขอบคุณจริงๆครับ”

ในตอนที่พวกเราเดินทางออกมาจากบ้านพักแห่งนั้น ทั้งสองสามีภรรยาโบกมืออำลาเราอยู่นานจนกว่าเราจะเดินผ่านไป มันทำให้ผมตื้นตันใจเป็นอย่างมาก ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในหนึ่งวันระหว่างเจ้าของร้านกับลูกค้าคนหนึ่ง มันกลายเป็นความทรงจำที่มีคุณค่ากับผมมาก และอย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่ตอนแรกครับ ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่ที่พัก แต่เป็นความทรงจำที่สวยงามไม่รู้ลืม

เขียนโดย Warut Fongamornkul
สมาชิก JapanTravel

เข้าร่วมการสนทนา

Sathita Salabsang หนึ่งปีมาแล้ว
โอยยยยยย น่ารักมากๆ ค่ะ สามีภรรยาคู่นี้ทำให้ที่พักแห่งนี้มีบรรยากาศของความเป็น 'บ้าน' จริงๆ เลย
Sathita Salabsang หนึ่งปีมาแล้ว
โอยยยยยย น่ารักมากๆ ค่ะ สามีภรรยาคู่นี้ทำให้ที่พักแห่งนี้มีบรรยากาศของความเป็น 'บ้าน' จริงๆ เลย
Wikanda P. Kamthong หนึ่งปีมาแล้ว
Potcharet Rodhetbhai หนึ่งปีมาแล้ว
เป็นประสบการณ์การไปพักโรงแรมที่น่าประทับใจดีจังครับ เห็นแล้วรู้สึกประทับใจครอบครัวเจ้าของโรงแรมแทนเลย ที่เอาใจใส่ลูกค้ามากๆ