ปราสาทชูริหรือชูริโจ สร้างขึ้นประมาณคริสตศตวรรษที่ 13-14 ในอดีตเคยเป็นพระราชวังหลวง ของอาณาจักรริวกิวอันรุ่งเรือง ก่อนที่จะถูกชาวเมืองสัตสุมะของญี่ปุ่นรุกราน และถูกรวมให้อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นในสมัยเมจิ รูปแบบของปราสาท แสดงให้เห็นถึงการรับอิทธิพลจีนซึ่งนำมาประยุกต์ดัดแปลงเข้ากับศิลปะญี่ปุ่นก่อให้เกิดรูปแบบเฉพาะตัวขึ้น
เมื่อเดินเข้าไปถึงตัวปราสาท จะมีกำแพงเป็นทางยาวกั้น และมีประตูหลายชั้น ประตูแต่ละชั้นมีชื่อเขียนติดอยู่ด้านบน อาทิ เช่น ประตูด้านหน้าของปราสาทมีชื่อว่า คันไคมง หมายถึงประตูต้อนรับ ชื่อนี้มีที่มาจากการที่ประตูดังกล่าวในอดีตถูกใช้เป็นประตูสำหรับต้อนรับทูตที่เดินทางมาจากจีน เมื่อครั้งที่ต้องมาปฎิบัติหน้าที่แต่งตั้งและรับรองจักรพรรดิแห่งอาณาจักรริวกิว ข้างในสุดเป็นที่ทำการของขุนนางและแขกบ้านแขกเมือง
ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ปราสาทหลังนี้ถูกใช้เป็นที่บัญชาการของกองทัพญี่ปุ่นเพื่อต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตร แต่ถูกระเบิดโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา ทำให้ปราสาทได้รับความเสียหาย ต่อมา ปราสาทดังกล่าวได้ถูกนำไปปรับใช้เป็นมหาวิทยาลัยริวกิวในช่วงระยะหนึ่ง ภายหลังมหาวิทยาลัยได้ย้ายไปที่อื่น ทำให้มีการบูรณะปราสาทแห่งนี้ใหม่ให้มีลักษณะเหมือนเดิมโดยอ้างอิงจากภาพถ่าย บันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และความทรงจำของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น พื้นที่บางส่วนของปราสาทได้เปิดให้เป็นสวนสาธารณะ บริเวณโดยรอบปราสาทมีสุสานกษัตริย์และวัดประจำราชวงศ์อยู่รายรอบ
ในปี พ.ศ.2544 ปราสาทแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและสมบัติของชาติในเวลาต่อมา
Getting there
การเดินทาง สามารถเดินทางได้หลายวิธี เช่น หากใช้วิธีการเดินเท้า ประมาณ 15-20 นาทีจะถึงที่หมาย หากใช้รถโดยสารประจำทาง ประมาณ 5 นาที เริ่มจากสถานี Shuri Station โดยขึ้นรถสาย 7 หรือ 8 จากนั้นลงที่ Shurijo-mae จากนั้นจึงต่อรถประจำทางสาย 1 บริเวณKokusaidori มาปราสาทชูริ ค่าใช้จ่ายประมาณ 220 เยน


/127.7195208,26.2170135,9/397x132?access_token=pk.eyJ1IjoiamFwYW50cmF2ZWxtYXBzIiwiYSI6ImNqbXBtOXYxbDB5Z3ozbHFrazJuYWMwOGYifQ.v15fy_mcFWtgopmz8PhwqA)