SCMAGLEV and Railway Park นาโกย่า

พิพิธภัณฑ์รถไฟและรถไฟพลังงานแม่เหล็กแห่งอนาคตของญี่ปุ่น

โดย Potcharet Rodhetbhai   14 เม.ย. 2557

ในขณะที่โลกยังคงหมุน ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกันกับระบบรถไฟของประเทศญี่ปุ่นปัจจุบันที่หลายๆคนเชื่อกันว่าดี สะดวก รวดเร็วอยู่แล้ว เมื่อเวลาผ่านไปก็ย่อมมีสิ่งที่ดีขึ้นยิ่งกว่า แต่กว่าที่เราจะไปถึงในสิ่งที่ดีขึ้นยิ่งกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มลงมือทำ ในอนาคตรถไฟชิงกันเซนหรือรถไฟความเร็วสูงในประเทศญี่ปุ่นที่ทุกคนเห็นกันอยู่ในปัจจุบันจะถูกลดความสำคัญลง กลายเป็นเพียงทางเลือกสำรองสำหรับผู้ที่เร่งรีบในการเดินทางไปภูมิภาคต่างๆของญี่ปุ่น เนื่องจากการวิจัยและค้นพบระบบการเดินรถรูปแบบใหม่ที่กำลังจะถูกนำมาใช้ในช่วงอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

SCMAGLEV and Railway Park เป็นพิพิธภัณฑ์รถไฟน้องใหม่ล่าสุดของบริษัทรถไฟ JR Central ผู้ดูแลระบบเครือข่ายรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางของประเทศญี่ปุ่น ภายในจัดแสดงประวัติความเป็นมาของรถไฟ มีโบกี้รถไฟรุ่นต่างๆที่อนุรักษ์เอาไว้อย่างดีเยี่ยมมาจัดแสดงโชว์พร้อมกับบอกเล่าถึงลักษณะการออกแบบ วัตถุประสงค์การใช้งาน และช่วงเวลาที่เคยใช้งานของรถไฟ แต่สิ่งที่เป็นไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือการจัดแสดงและให้ความรู้กับผู้เข้าชมเกี่ยวกับเทคโนโลยีของรถไฟญี่ปุ่นในโลกอนาคตที่ใกล้จะเป็นจริงขึ้นมาทุกขณะ นั่นคือ รถไฟพลังงานแม่เหล็กความเร็วสูง หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่ารถไฟแมกเลฟ (Maglev) นั่นเอง

การเดินทางมาที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สามารถทำได้โดยนั่งรถไฟสาย Aonami Line จากสถานี JR Nagoya มาลงที่สถานี Kinjofuto ใช้เวลาเดินทางจากนาโกย่ามา 25 นาที ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 1000 เยน เด็ก 200 เยน

จะมีใครสักกี่คนรู้ว่าอันที่จริงรถไฟพลังงานแม่เหล็กของญี่ปุ่นได้มีการวิจัยขึ้นมาเพื่อเตรียมการก่อนใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคตตั้งแต่ ค.ศ.1962 หรือเมื่อ 52 ปีที่แล้ว (สมัยก่อนที่จะแปรรูปเป็นบริษัทรถไฟเอกชน JR จากการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่นหรือ JNR และเป็นสมัยช่วงที่ญี่ปุ่นเปิดใช้ระบบรถไฟความเร็วสูงหรือหัวกระสุนใหม่ๆ) โดยระบบตลอดระยะเวลาห้าสิบปีที่ผ่านมา มีการวิจัยและพัฒนาตัวรถไฟพลังแม่เหล็กขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้เป็นรถที่เพิ่งมีข่าวการทดสอบการวิ่งเมื่อประมาณปลายปีที่แล้วรุ่น L0Sieries ที่มีความเร็วสูงที่สุดในโลก 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กยกตัวรถให้ลอยขึ้นจากรางเพื่อลดแรงเสียดทาน (แต่รุ่นที่จัดโชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์เป็นรุ่น MLX01-1 ซึ่งเป็นรุ่นที่วิจัยในช่วงปี ค.ศ.1995 หรือเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว)

สิ่งที่น่าสนใจภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากโซนที่ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติรถไฟทั้งแบบธรรมดา ชิงกังเซน และรถไฟพลังงานแม่เหล็กแล้ว เห็นจะเป็นเรื่องตัวอย่างโบกี้รถไฟที่จัดโชว์ เพราะเป็นรถไฟที่ถูกอนุรักษ์เอาไว้เป็นอย่างดี เปิดให้ผู้คนสามารถเข้าไปชมได้ ตั้งแต่รถไฟในสมัยอดีตไปจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมากถึง 39 โบกี้เลยทีเดียว (บรรยากาศรถไฟบ้านเราทั้งแบบรถนั่งและรถนอนปัจจุบันถ้าเอามาเทียบกันจะเหมือนกับของญี่ปุ่นในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) สำหรับผู้ทื่ชื่นชอบในเมืองรถไฟจำลอง ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ยังมีโลกของรถไฟจำลองอยู่ มีการแสดงแสงสีเสียง ให้คนเห็นระบบการเดินรถในหนึ่งวันของระบบรถไฟจำลองที่ได้ถูกสร้างและมีรายละเอียดต่างๆเป็นอย่างดี มีโซนให้ผู้สนใจเข้ามาฝึกหัดขับรถไฟในระบบโปรแกรมจำลอง ทั้งแบบรถไฟธรรมดา และชิงกังเซนอีกด้วย สำหรับการฝึกขับรถไฟ เราจะต้องเอาคูปองที่ได้รับตอนซื้อตั๋วมาหย่อนใส่ในตู้ แล้วทางพิพิธภัณฑ์จะทำการสุ่มผู้โชคดีได้ทดลองฝีกควบคุมรถไฟ โดยจะประกาศผลเป็นช่วงเวลา แต่ผู้ที่ได้รางวัลต้องเสียเงินเพิ่มในการเล่นครับ ถ้ามองดูเผินๆพิพิธภัณฑ์นี้อาจดูไม่มีอะไร แต่ถ้าได้ลองเข้ามาเดินดูและสัมผัสแล้วคุณจะพบเลยว่าที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด...จริงๆนะ

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่

แนะนำการแก้ไข

0
0
Potcharet Rodhetbhai

Potcharet Rodhetbhai @potcharet.rodhetbhai

ผมชื่อ พชเรศวร์ รอดเหตุภัย อายุ 22 ปี ผมมีความฝันอยากท่องโลกกว้างมาตั้งแต่เด็ก โดยมีประเทศที่ฝันอยากไปมากที่สุด คือ "ญี่ปุ่น" เมื่อเรียนจบมัธยมปลาย ผมมีโอกาสมาประเทศในฝันครั้งแรก และมีโอกาสเดินทางไปครั้งที่สองจากการเข้าร่วมโครงการ Travel Internship ที่เว็บไซต์แห่งนี้ จากประสบการณ์ในทั้งสองครั้งนั้น ทำให้ผมมีแรงบันดาลอยากท่องโลกกว้าง อยากแชร์ประสบการณ์ในสิ่งที่ได้พบเจอ ให้กับทุกคนที่กำลังวางแผน หรือมีแผนเดินทางไปยังญี่ปุ่น เพื่อเป็นแนวทางในการท่องเที่ยวประเทศในฝันของใครหลายๆคน...เช่นเดียวกันกับผม นอกจากบทความในเว็บไซต์แห่งนี้แล้ว ปัจจุบันผมยังมีผลงานหนังสือคู่มือท่องเที่ยว "เซียนคันโต" ของสำนักพิมพ์อมรินทร์ท่องโลก (ตีพิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม 2558) และยังเขียนบทความในบล็อกส่วนตัวอยู่ที่ www.walkwhereworld.com สามารถเข้าไปติดตามกันได้ครับ  :] --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- Everyone has dreams. Same as me, a 22 years old guy in Thailand. Who has a dream to go to Japan. Since I had go Japan for the first time, I fall in love this place, Immediately. All of my articles are one part of my experiences that I want to share information with you, For your future greatest trip :]  I had written one guidebook in Thailand name "Sean Kanto" published by Amarin Tonglok Publishing. Which has Information about places for traveller have to see in Tokyo, Yokohama, Kamakura, Hakone and Kawaguchiko inside.

แสดงความคิดเห็น