ปรัชญาที่ซ่อนในโคมไฟ วัดอะซาคุซะ

ปรัชญาชีวิตจาก โคมไฟ ณ วัดอะซาคุซะ

 โดย Suthiwan Rodchuer   23 มี.ค. 2558

วัดเซ็นโซจิ หรือที่นักท่องเที่ยวชาวไทยรู้จักกันดีในชื่อวัดอะซาคุซะ คันนอน วัดประจำกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่ง วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานขององค์เจ้าแม่กวนอิม (คันนอน แปลว่า เจ้าแม่กวนอิม) ในสมัยเอโดะ พี่น้องชาวประมงที่จับปลาในแม่น้ำสุมิดะซึ่งอยู่หน้าวัด ได้ทอดแหและพบรูปปั้นของเจ้าแม่กวนอิม แล้วจึงนำมาบูชา จนทำให้บริเวณนี้เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงสำหรับการขอพรให้อายุยืนแข็งแรง ทำมาค้าขึ้น ชีวิตมีความสุข มีคู่ครอง เรียนหนังสือเก่ง

เมื่อเริ่มต้นเข้าไปไหว้พระขอพรเจ้ากวนอิม ทุกคนจะต้องเดินผ่านประตูทางเข้าวัดที่มีชื่อว่า คามินาริ ที่แปลว่า ประตูสายฟ้า โดยผ่านโคมไฟขนาดใหญ่ซึ่งมีความสูงราว 3.9 เมตร ความกว้าง 3.3 เมตร น้ำหนักรวม 700 กิโลกรัม ตามประวัติ จะมีการเปลี่ยนโคมไฟทุกๆ 10 ปีต่อครั้ง เริ่มมีการเปลี่ยนโคมไฟครั้งแรกในปี ค.ศ. 1971 ครั้งล่าสุดเมือปีที่แล้ว ในวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ.2013 ได้เปลี่ยนโคมไฟอันใหม่เป็นครั้งที่ 5 ของวัดแห่งนี้ โคมไฟยักษ์ของวัดแห่งนี้ ผลิตจากเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ซึ่งใช้เวลาในการเก็บไม้ไผ่มาทำเป็นส่วนประกอบถึง 1 ปี และใช้กระดาษญี่ปุ่นในการทำส่วนนอกของโคมไฟถึง 300 แผ่น นอกจากนี้ด้านหน้าของประตูคามินาริ จะมีเทพเจ้าสายฟ้า และเทพเจ้าสายลม คอยขับไล่สิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาในเขตศักดิ์สิทธิ์ของวัด ซึ่งก็คงคล้ายกับความเชื่อของคนไทยที่มีทวารบาลคอยเฝ้ารักษาประตูอยู่ที่หน้าประตูโบสถ์ ผู้เขียนได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับพระชาวญี่ปุ่น และถามถึงเทพเจ้าสายฟ้า และเทพเจ้าสายลมว่ามีความหมายอย่างไร พระรูปนั้นอธิบายว่า เสียงตัวอักษรญี่ปุ่นในชุดฮิราคานะ ที่เริ่มต้นจาก เสียง อะ อิ อุ เอะ โอะ ซึ่งถ้าอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้องนั้น ปากของเราจะอ้าเมื่อออกเสียงอะ และจะหุบเมื่อออกเสียงโอะ เหมือนกับชีวิตของมนุษย์ทุกคนซึ่งมีเพียงเกิดและดับเท่านั้น เพราะฉะนั้น จงอย่าโลภ อย่าทำร้ายผู้อื่น ให้รู้จักความเพียงพอ จงทำแต่ความดี คิดแต่สิ่งดีๆ ทุกวัน แล้วชีวิตของเราจะเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตของคนญี่ปุ่น ที่นับถือศาสนาพุทธ

 

ถ่ายภาพโดย Suthiwan Rodchuer
สมาชิก JapanTravel

เข้าร่วมการสนทนา