เชิญชิมสาเก Gekkeikan Museum Kyoto

ความลับที่แท้จริงของส่วนผสมคือ...เวลา

 โดย Bonson Lam   25 มี.ค. 2557

หากคุณมีความรุ่มร้อนในหัวใจและความเย็นยะเยือกอยู่ในกาย การได้จิบสาเกจากผู้ผลิตฝีมือเยี่ยมในเกียวโตคือประสบการณ์ที่คุณจะไม่มีวันลืม สาเกหนึ่งในหลายชนิดที่ฉันชอบที่สุดคือ Nigorizake ซึ่งมีสีเหมือนน้ำนมและดูเหมือนกับว่าพวกเขาจงใจให้มีเมล็ดข้าวหลงเหลืออยู่ในขวด ซึ่งมีการกลั่นกรองแบบเบาบาง ไม่หลายขั้นตอนนัก มันจะทำให้รสชาติของสาเกนั้นเป็นเลิศเลยทีเดียว รวมทั้งยังมีเนื้อครีมอีกด้วย หากไม่ใช่ครีมที่มีลักษณะเหมือนบาร์เล่ย์ แต่เป็นครีมที่มีลักษณะระหว่าง  sake and amazake ซึ่งเป็นรสชาติที่ไม่หนักเกินไป มีความหวานนิดหน่อย และง่ายต่อการดื่ม

สาเกชนิดนี้เข้ากันได้ดีกับซาชิมิ ซึ่งสามารถกลบกลิ่นคาวของปลาได้ แต่จงจำไว้ว่าสาเกและปลาไม่ใช่สเต็กเนื้อนะ สาเกชนิดนี้เหมือนกับจะทำให้คุณถูกเติมเต็มเพราะมีเนื้อครีมอยู่ข้างใน ซึ่งเราจะใช้ถ้วยเล็กๆที่เรียกกันว่า “guinomi” ในการดื่มสาเก ถ้วยแรกที่ดื่มลงไปนั้นจะรับรู้ได้ถึงความโดดเด่นของรสชาติ ถ้วยที่สองจะทำให้คุณชมเชยยกย่องสาเกนั้น และถ้วยที่สามก็น่าจะพอสำหรับตอนนี้ ซึ่งนั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงคิดว่าขนาดของแก้วจึงเหมาสมกับฉัน

Fushimi เป็นสาเกชนิดหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดในบริเวณเกียวโตนี้ และถือได้ว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ สาเกชนิดนี้จะมีการผลิตขึ้นบริเวณทางน้ำระหว่างเกียวโตและโอซาก้า ซึ่งมันอยู่กับท่านโชกุณ Toyotomi Hideyoshi ในช่วงศตวรรษที่ 16 ต่อจากนั้น  ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากเอโดะได้ก่อตั้ง Fushimi Sake Brewers Association ขึ้นมา ซึ่งทุกวันนี้คุณก็ยังสามารถพบเจอเหล่าทายาทของพวกเขาได้อยู่ เพราะเขายังคงทำกิจการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาและปรับแต่งสาเกให้มีรสชาติที่ทันสมัยอยู่เสมอ ฉันคิดว่าการท่องเที่ยวในเกียวโตโดยไม่มีสาเกนั้นคงจะเป็นประสบการณ์ที่แย่เลยก็ว่าได้ แล้วถ้าคุณอยู่ในทิศใต้ของเกียวโต อย่างเช่น Fushimi Inari Shrine ทำไมไม่ลองไปยังสถานที่ที่ผลิตสาเกดูบ้าง

ใน Horino Memorial Musuem มีน้ำแร่อายุกว่า 200 ปีที่ดีที่สุดซึ่งได้ทำให้สาเกที่นั่นมีรสชาติที่น่าจดจำตามไปด้วย แล้วลองคิดถึงการรวมตัวกันของสาเกที่มาจากข้าวซึ่งมากไปด้วยคุณภาพและการหมักของผู้ผลิตฝีมือดีเหล่านี้สิ แล้วคุณจะไม่กลับไปหวลคิดถึงสาเกที่เป็นอันดับรองลงมาจากนั้นเลย ซึ่งเหมาะสมกับราคาที่เรียกได้ว่าคุณจะยอมจ่ายเพื่อสิ่งที่หายากได้เลยล่ะ เพราะมันมีราคาแค่ 300 และที่ร้านเปิดเวลา 11 โมงเช้า ไปจนถึง 5 โมงเย็น พร้อมพบกับการบริการจนถึงสามทุ่ม ในทุกๆวัน ยกเว้นวันจันทร์

ส่วนพิพิธพัณฑ์อื่นๆ และโรงเหล้าที่อยู่ในการบันทึกคือ Gekkeikan Okura Sake Museum ซึ่ง Jiemon Okura ได้ผลิตสาเกของเขาในปี 1637 จนวันนี้ สาเกของเขาเป็นที่นิยมจากบุคคลหลายกลุ่มจากทั่วโลก แม้ว่าจะมีบางชนิดที่แปลกใหม่สำหรับชาวต่างชาติซึ่งหาได้แค่ในเกียวโตเท่านั้น ที่นี่มีค่าเข้าชมเพื่อดูความงดงามของสภาปัตยกรรมที่สร้างมาตั้งแต่สมัยเอโดะ (ช่วงศตวรรษที่ 19) นอกจากนี้คุณยังจะเห็นข้าวของเครื่องใช้ที่ผู้คนสมัยนั้นใช้ในการทำสาเกกัน ซึ่งได้มีชื่อว่า “จิ้งจอก” และ “แรคคูน” ที่ถูกตั้งขึ้นมาจากรูปทรงที่มีลักษณะคล้ายกับสัตว์ชนิดนั้น หลังจากที่ได้ลิ้มลองสาเกแล้ว ก็สามารถเดินดูสิ่งของต่างๆในร้านขายของ บางสิ่งบางอย่างนั้นมีเฉพาะที่นี่ และยังมีถ้วยสาเกที่ขายเป็นเซ็ต รวมถึงเกลือขัดผิวจากสาเกอีกด้วย

เขียนโดย Bonson Lam
JapanTravel พาร์ทเนอร์
แปลโดย

สำรวจพื้นที่ใกล้เคียง

เข้าร่วมการสนทนา