วัดซุยกันจิ

วัดประจำตระกูลของท่านซามูไรดาเตะ มาสะมุเนะ

 โดย Andrew Kehoe   23 มี.ค. 2557

ข้อควรรู้: วิหารใหญ่ของวัดซุยกันจิกำลังอยู่ระหว่างการบูรณะ จึงยังไม่เปิดให้เยี่ยมชม ซึ่งจะทำการแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม ปี 2016 มีแค่อาคารบางส่วนเท่านั้นที่ยังเปิดให้เยี่ยมชมอยู่

ยามบ่ายแก่ๆ ในวันที่ฟ้าแจ่มใส แสงอาทิตย์จะทอดแสงทอประกายลงมาอย่างสวยงามเหมาะแก่การมาเดินชมรอบๆวัดซุยกันจิ ช่วงต้นเดือนถึงกลางเดินตุลาคมที่นี่จะเต็มไปด้วยต้นไม้สีเพลิง ในช่วงระยะเวลาสั้นๆระหว่างเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ทางวัดจะเปิดให้เข้าชมบริเวณรอบๆวัดได้ในตอนกลางคืน ซึ่งมีแสงไฟประดับประดาเป็นพิเศษรับฤดูใบไม้ร่วง ทั้งสีแดง เหลือง ส้มและทอง

หากมาช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน คุณจะได้ชมต้นพลัมและต้นซากุระที่กำลังเบ่งบานอย่างเต็มที่แลดูเหมือนต้นไม้พวกนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีชมพูยังไงยังงั้น ตามทางเดินที่จะไปวัดเป็นทางที่เพลิดเพลินมากทีเดียวเพราะจะผ่านดงต้นสนข้างทางเป็นแนวยาวชวนให้เคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมนี่เสียจริงๆ

ในเดือนสิงหาคมตอนกลางคืนจะมีเพียง 3 วัน เท่านั้น ที่จะมีการจุดโคมไฟกระดาษเรียงรายไปจนสุดทางเดิน และเมื่อเดินไปทางถัดไปคุณจะสัมผัสได้ถึงความเงียบสงัดบนทางเดินที่โอบรอบถ้ำหินตัดซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออกของดงต้นสน ซึ่งตั้งแต่ก่อนยุคคามาคุระถ้ำถูกใช้เป็นศาลเจ้าจนได้มีการแพร่ขยายกลายเป็นกำแพงหินในที่สุด

ถึงแม้ในค.ศ.1300 วัดจะชำรุดทรุมโทรมลงไปมาก กระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ถึงได้รับอุปถัมภ์ฟื้นฟูวัดให้กลับมาในสภาพดีดังเดิมโดยท่านซามูไรนามว่า ดาเตะ มาสะมุเนะ ผู้โด่งดังแห่งเมืองเซนได ฉายา“มังกรตาเดียว” ได้สั่งการขนไม้พิเศษจากวากะยามะในย่านคันไซของญี่ปุ่นซึ่งมีระยะทางไกลถึง 900 กิโลเมตร การบูรณะวัดเสร็จสิ้นสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1609 และวัดนี้ยังเป็นสุสานของตระกูล มาซามุเนะ ซึ่งท่านซามูไรดาเตะ มาสะมุเนะ ยังได้นำร่างภรรยาของเขามาไว้ที่นี่ด้วยหลังจากที่เธอเสียชีวิตลง

อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่า ในช่วงปฏิรูปของยุคเมจิวัดซุยกันจิมีสภาพชำรุดมาก จึงมีคำสั่งให้รื้อถอน แต่ได้รับการช่วยเหลือเอาไว้จากหัวหน้าสงฆ์นามว่าอะสึมะ ยูชิโอ จากนั้นในปี 1879 ทางวัดยังได้รับเงินรางวัลทุนสนับสนุนจำนวน 1,000 เยน และยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติอีกด้วย กระทั่งในปี 1995 ได้มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะของวัดขึ้นเพื่อจัดแสดงศิลปะคัดลายมือ ถ้วยน้ำชา และภาพวาดบนประตูบานเลื่อน ที่เป็นที่โด่งดังในยุคก่อน

เมืองมัตสึชิมะ อยู่ค่อนข้างห่างจากบริเวณคลื่นยักษ์สึนามิจึงไม่ได้รับผลกระทบ แต่แนวชายฝั่งมิยากิได้รับความเสียหายทั้งหมด เพราะแนวเกาะเป็นเหมือนแนวกันชนทางธรรมชาติที่ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเมืองได้รับความเสียหาย ในขณะที่พื้นที่ทางเหนือและทางใต้ที่ห่างกันเพียงไม่กี่ไมล์ได้รับความเสียหายอยากหนัก แต่อย่างไรก็ตามการบูรณะวัดที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ไม่ใช่ผลกระทบจากแผ่นดินไหวหรือสึนามิแต่อย่างใด สวนและพื้นที่หลักๆของวัด อย่างครัวคูริและโยโทคุ-อินยังคงสภาพเดิมดีอยู่ ถ้าได้มาเยือนเมืองมัตสึชิมะละก็ วัดซุยกันจิก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ควรค่าแก่การมาซึมซับความงามอันสงบของพุทธศาสนสถานอันทรงคุณค่านี้

เขียนโดย Andrew Kehoe
สมาชิก JapanTravel
แปลโดย

สำรวจพื้นที่ใกล้เคียง

เข้าร่วมการสนทนา